กฎหมายคุ้มครองเงินฝากจะไม่เกิน1ล้านบาท หากแบ๊งค์เจ๊ง คุณว่าเป็นธรรมไหม?

ดูข่าวมาสักครู่นี้ เดือนสิงหาคมนี้จะเริ่มใช้

ฟังดูเข้าใจว่าเป็นการคุ้มครองจากรัฐบาล ซึ่งมีต่อผู้ฝากทุกราย

ไม่ว่าพันล้าน หรือ2หมื่นบาท ได้รับคืนแค่1ล้าน และที่เกินจากนี้แม้จะยังไม่ได้คืน

แต่สภาพหนี้จะตกอยู่ที่ใครต้องใช้ให้ครับ

(ไม่ว่าจะสามารถใช้คืนได้หรือไม่นะ)

หากธนาคาร ล่ม เงินตรงนี้ คนจ่ายคือธนาคารแห่งประเทศไทยใช่หรือปล่าวครับ

พรรคพวกเราใครที่มีเงินเยอะๆ หรือติดตามหนี้มาแต่ปี40

มีความรู้พอจะอธิบายกรณีนี้ได้ ช่วยหน่อยครับ

ตังด์มันเยอะ น่ะ ฝังในตุ่มซ่อนมานานแล้ว

แต่ที่อยากจะรู้แน่ๆเพราะ หากเป็นอย่างนั้นจริงๆภายในชาตินี้

ชาติหน้าจะได้ตามเอาคืนได้ถูกที่ไง

6 คำตอบ

คะแนนความนิยม
  • 9 ปี ที่ผ่านมา
    คำตอบที่โปรดปราน

    เกี่ยวกับพ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 นี้

    ท่านอาจสงสัยว่า พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากนี้คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย ความเป็นจริงแล้ว พ.ร.บ.นี้เกี่ยวข้องกับทุกคนที่มีเงินฝากกับธนาคารไม่ว่าจะมากหรือน้อย โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤติทางการเงินที่กำลังระบาดไปทั่วโลกขณะนี้ ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจกันไว้เพื่อจะได้วางแผนเกี่ยวกับการออมเงินของเราอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

    บางคนอาจเคยได้ยินคำว่าสถาบันประกันเงินฝาก นั่นคือชื่อเดิม ปัจจุบันใช้คำว่าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก อันเนื่องมาจากแนวคิดที่ว่าผู้ฝากเงินที่ได้รับประโยชน์จากการคุ้มครองไม่ได้เป็นผู้จ่ายเงินเอง หากแต่ธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินเพื่อสะสมเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก

    เป็นที่ทราบกันดีว่าในปี 2540 ได้เกิดวิกฤติทางการเงิน (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ขึ้น ทำให้ประชาชนเร่งถอนเงินฝากจากธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติก็เรียกคืนเงินที่ให้สถาบันการเงินในประเทศกู้ ส่งผลให้ระบบการเงินในประเทศขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงได้มีมติจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อดูแลเรื่องการประกันเงินฝากและเจ้าหนี้เต็มจำนวน ผลจากวิกฤติครั้งนั้นทำให้เกิดความเสียหายสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นภาระทางการคลังของประเทศเป็นอย่างมาก

    ที่จริงแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มจัดให้มีการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝากมาตั้งแต่ปี 2523 และได้มีความพยายามเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกันเงินฝากเข้าพิจารณาโดยรัฐสภาเรื่อยมา จนถึงปี 2550 พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากจึงได้คลอดออกมาในสมัย คมช. (รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์) โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 13 ก.พ. 51และมีผลบังคับใช้เมื่อ 11 ส.ค. 51 นี้เอง รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 28 ปี ในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้

    เมื่อทราบที่มาและความยากลำบากของการออกกฎหมายฉบับนี้แล้ว เรามาทำความเข้าใจในเนื้อหาและผลของกฏหมายฉบับนี้ที่มีต่อผู้มีเงินออมทั้งหลายกันดีกว่า

    ตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ กำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่สำคัญคือดูแลคุ้มครองเงินฝากของประชาชน หากสถาบันการเงินถูกสั่งปิดกิจการ ผู้ฝากเงินทุกรายจะได้รับการจ่ายเงินคืนโดยเร็ว* ตามจำนวนเงินที่ฝากไว้** แต่ไม่เกินจำนวนที่คุ้มครอง***

    เงินดังกล่าวจ่ายจากกองทุนคุ้มครองเงินฝาก และเงินกองทุนเงินดังกล่าวจ่ายจากกองทุนคุ้มครองเงินฝาก และเงินกองทุนนี้ได้มาจากการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งนำส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากเป็นผู้ดูแล โดยผู้ฝากเงินไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น

    อย่างไรก็ตาม เงินฝากที่คุ้มครองต้องเป็นเงินฝากในสกุลเงินบาทของสถาบันการเงินในประเทศ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ (รวมสาขาของธนาคารต่างประเทศ) บริษัทเงินทุน และ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์

    คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมต้องกำหนดวงเงินคุ้มครองไว้ที่ 1 ล้านบาท ผู้บรรยายได้ชี้แจงว่าจากสถิติการฝากเงินในปัจจุบัน มีบัญชีที่ฝากเงินเกิน 1 ล้านบาท เพียงไม่ถึง 1.5% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด ดังนั้น ในวงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาท จึงสามารถครอบคลุมผู้ฝากเงินได้ถึง 98.5% ของบัญชีเงินฝากทั้งประเทศ นอกจากนี้ประชาชนกลุ่มที่มีเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท น่าจะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกอื่นในการลงทุนมากกว่า มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางการเงินได้ดีกว่าประชาชนส่วนใหญ่ หรือหากต้องการ กลุ่มนี้ก็สามารถเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญการลงทุนได้

    อย่างไรก็ดี กฏหมายได้ทยอยลดการคุ้มครองเพื่อให้ผู้ฝากมีเวลาปรับตัว และเงินฝากส่วนที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง ผู้ฝากก็สามารถขอรับคืนได้จากกระบวนการชำระบัญชี ที่ต้องใช้เวลานานพอสมควร

    โดยสรุปแล้วกฏหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีเงินฝากไม่ถึง 1 ล้านบาท ที่ต้องเดือดร้อนจากการที่สถาบันการเงินถูกปิดกิจการ หรือเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าล้มบนฟูก (นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กฏหมายผ่านสภาได้ยาก?) นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระของรัฐ ไม่ต้องนำภาษีมาชดเชยความเสียหายของสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

    ส่วนผลทางอ้อมก็คือสถาบันการเงินต้องพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ฝาก ส่งเสริมให้มีการบริหารงานที่โปร่งใส มีระบบในการแบ่งกันดูแลสถาบันการเงินอย่างชัดเจน

    จึงนับได้ว่าพ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นกฏหมายเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอีกฉบับหนึ่ง

    ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.dpa.or.th

    ปีที่ (เริ่มตั้งแต่ 11 ส.ค. 51) วงเงินคุ้มครอง

    1 เต็มจำนวน

    2 ไม่เกิน 100 ล้านบาท

    3 ไม่เกิน 50 ล้านบาท

    4 ไม่เกิน 10 ล้านบาท

    5 ไม่เกิน 1 ล้านบาท

    เป็นการคุ้มครองของแต่ละธนาคารค่ะ

    • Commenter avatarเข้าสู่ระบบเพื่อตอบคำถาม
  • 9 ปี ที่ผ่านมา

    สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะให้ความคุ้มครองเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารละไม่เกิน 1 ล้านบาท

    ดังนั้นถ้ามีเงินหลายล้านก็ให้กระจายฝากทุกธนาคารที่ส่งเงินฝากเข้าสถาบันฯ

    เช่น ถ้ามี 5 ล้านและไม่ไว้ใจฝีมือการบริหารก็ให้กระจายเงินฝากไปยังธนาคาร 5 แห่ง ๆ ละ 1 ล้านบาท และไม่ว่าจะมีกี่บัญชีในธนาคารนั้น ๆ ก็จะได้รับความคุ้มครองสูงสุดเพียง 1 ล้านสำหรับธนาคารนั้น ๆ

    กฎหมายตัวนี้มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาปี 2555

    การประกันเงินฝากนี้เกิดขึ้นหลังปี 40 ที่รัฐบาลต้องรับภาระหนี้เสียจนเป็นที่มาของการเกิดสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

    เหมือนที่ในอเมริกาเป็น IFDC ซึ่งงานนี้เจ้าภาพคือสถาบันเงินฝากไม่ใช่ธนาคารแห่งประเทศไทย

    แหล่งข้อมูล: http://www.dpa.or.th/Main.aspx
    • Commenter avatarเข้าสู่ระบบเพื่อตอบคำถาม
  • มีไม่เยอะ แต่มันจำเป็นมี ตอนเกษียณ แก่

    ก็กระจาย ไป ถ้าเป็นเงินสด แบงค์ไม่ลิงค์กัน ก็เฉลี่ยฝาก ดูความมั่นคง ของแต่ละแบงค์

    ซื้อ ที่ดิน บ้าน ทองแท่ง เหลือนำมาลงทุนการค้า เพื่อจะได้มีงานทำ ตอนเกษียณ

    • Commenter avatarเข้าสู่ระบบเพื่อตอบคำถาม
  • 9 ปี ที่ผ่านมา

    ตรงนี้ผมก็ไม่ทราบ เช่นกันครับ

    แต่ทราบว่า ถ้าฝากเงิน แล้วมีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 10000 จักเสียภาษี 15%

    และถ้า 20000 ต่อเดือน จักคิด 20%

    ผมก็เลยฝาก แบบหลายบัญชี หลายธนาคาร

    เห็นว่า ถ้าทำประกันชีวิตด้วย จักมีการลดหย่อนให้

    เอาเข้าไป รัฐบาลเข้าใจหาเงินจัง

    รัฐบาลชุดนี้ ผมรู้สึกว่า ข้าราชการฉ้อราษฎร์ บังหลวงเยอะขึ้น

    เข้าใจว่า ถ้าข้าราชการไม่ทำ ก็ไม่มีกิน

    ถ้าตังค์เยอะ แปรรูปเป็นอหังสาริมทรัพย์ หรือ กิจการขนาดย่อย หรือเฟรนไซย์ได้นี่ครับ

    ยังมีที มีทาง ที่ต้องการเงินลุนทุนอีกเยอะครับ

    • Commenter avatarเข้าสู่ระบบเพื่อตอบคำถาม
  • คุณคิดเห็นเป็นเช่นไรเกี่ยวกับคำตอบ? คุณสามารถลงชื่อเข้าใช้เพื่อโหวตคำตอบ
  • 9 ปี ที่ผ่านมา

    เป็นการกระตุ้นให้คนนำเงินมาลงทุนค่ะ

    เชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดีขึ้น

    จะมีการแก้กฎหมายฉบับนี้

    แต่โชคดี ที่ไม่มีตังค์ไปฝากไว้ให้ใครมาเรียกค่าคุ้มครอง(ก็ภาษีไงคะ..นำไปฝากยังหักภาษีเราอีก)

    ตอนนี้ มีเท่าไรก็ใช้ให้หมดเลย..จะได้ไม่ไต้องคิดมาก

    • Commenter avatarเข้าสู่ระบบเพื่อตอบคำถาม
  • komet
    Lv 7
    9 ปี ที่ผ่านมา

    อืม..ไม่มีความคิดเห็น เพราะ"ยอดเงิน"ที่มีอยู่ยังขาดอีกนิดหน่อย(จะครบล้าน)ประมาณเก้าแสนเก้าจ้ะ,

    เลยไม่รู้สึก ว่า"อธรรมหรือธรรมะ"

    แหม..งั้นคนที่มีเงินฝากเป็นพันๆๆๆๆๆล้าน คงนอนตายตาไม่หลับแน่ ถ้า"แบ๊งค์เจ๊ง"..ว่าไป.

    • Commenter avatarเข้าสู่ระบบเพื่อตอบคำถาม
ยังคงมีคำถามอยู่ใช่หรือไม่ หาคำตอบของคุณได้ด้วยการเริ่มถามเลยในตอนนี้