ประโยชน์ของวิตามินบีแต่ละชนิด?

ติดตาม
  • ติดตามแบบเปิดเผย
  • ติดตามแบบไม่เปิดเผย
  • เลิกติดตาม
เห็นวิตามิน B มีหลายชนิดมาก ทั้ง บีรวม บี12 ฯลฯ ไม่ทราบว่าแต่ละชนิด ให้ประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร และเราควรทานมากน้อยแค่ไหนเจ้าคะ ?
คำตอบที่ดีที่สุดตัวเลือกของผู้ถาม
  • Kid D ตอบแล้ว 6 ปีที่ผ่านมา
ประโยชน์ของ วิตามิน

วิตามิน (Vitamin) เป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย แต่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย นับตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การนำโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรท ไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อและผลิตพลังงานสำหรับการดำรงชีวิต นอกจากนั้นวิตามินยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่นการสร้างเม็ดเลือดแดง,การแข็งตัวของเลือด,การสร้างกระดูก การมองเห็นและการทำงานของระบบประสาท วิตามินจึงเป็นตัวจักรเล็กๆแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งซึ่งร่างกายจะขาดเสียไม่ได้ บุคคลที่ปรารถนาจะมีสุขภาพแข็งแรงจึงควรได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกายซึ่งจะเห็นได้ว่าตรงกับความหมายของวิตามิน (Vitamin)ซึ่งมาจากคำว่าVitaหมายถึงชีวิตรวมกับคำว่า Amin จึงหมายถึง สารอินทรีย์ที่สำคัญต่อชีวิต (Vita for life)

หากร่างกายขาดวิตามิน
ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินขึ้นเองได้ หรือสร้างได้เพียงเล็กน้อย (วิตามิน D) จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินต่างๆผ่านทางอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน หากร่างกายได้รับวิตามินไม่เพียงพอกับความต้องการ จะส่งผลให้สุขภาพเสื่อมลง และเมื่อได้รับไม่เพียงพอติดต่อกันไปนานๆจะส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติได้

วิตามินเอ มีหน้าที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ช่วยการมองเห็นในเวลากลางคืน ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อผิวหนัง ลดสิวและโอกาสการเกิดโรคสะเก็ดเงิน, มะเร็ง, ต้อหิน และยังเสริมสุขภาพผิว วิตามินเอพบมากใน ผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง ตับ ไข่แดง นม เนย ปลาแมกเคอเรล

วิตามินบี 1 ช่วยเสริมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตไปใช้เป็นพลังงาน มีผลต่อการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และทางเดินอาหาร อาการที่ปรากฏเมื่อขาด เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย ชาตามมือและเท้าแขนขาไม่มีแรง วิตามินบี 1 พบมาใน ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ ถั่วต่างๆ งา ตับ

วิตามินบี 2 เกี่ยวข้องในการหายใจของเซลล์ กระบวนการมองเห็น หน้าที่ของผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ เพิ่มระดับพลังงาน บำรุงผิว ผมและเล็บ อาการที่ปรากฏเมื่อขาด ผิวหนังอักเสบแผลที่มุมปาก หรือปากนกกระจอก วิตามินบี 2 พบมากในนม ไข่ เนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียว คอร์นเฟล็ก โยเกิร์ต นม

วิตามินบี 3 บรรเทาคอเลสเตอรอลสูง ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ บรรเทาสิวชนิดผื่นแดงอักเสบ ลดความอยากดื่มสุรา พบมากใน เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ จมูกข้าว ขนมปังโฮลมีล

วิตามินบี 5 เร่งแผลหายเร็ว บรรเทาอาการข้ออักเสบ ลดอาการนอนไม่หลับ เหนื่อยล้า
พบมากใน ถั่วลิสงไม่ปรุงรส งา อะโวกาโด แอปเปิ้ล แอพริคอตแห้ง

วิตามินบี 6 การทำงานของระบบประสาท การสร้างเม็ดเลือด ช่วยรักษาสภาพผิวหนังให้เป็นปกติ อาการที่ปรากฏเมื่อขาด อ่อนเพลีย โลหิตจาง ชาปลายมือปลายเท้า วิตามินบี 6 พบมากใน เนื้อสัตว์ ผักต่างๆ ปลา และยีสต์

วิตามินบี 12 จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือด การทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และการดูดซึมของทางเดินอาหาร อาการที่ปรากฏเมื่อขาด โลหิตจาง อ่อนเพลีย ความบกพร่องของระบบประสาทส่วนกลาง วิตามินบี 12 พบมากใน เนื้อสัตว์นม เนย

วิตามินซี ช่วยสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย การสร้างผิวหนัง กระดูก ฟันและหลอดเลือด อาการที่ปรากฏเมื่อขาด แผลหายช้า เลือดออกง่าย ฟันหลุดร่วงได้ง่าย วิตามินซีพบมากใน ผลไม้สดและผักสด

วิตามินดี ช่วยการดูดซึมแคลเซียมซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเจริญของกระดูกและฟัน อาการที่ปรากฏเมื่อขาด ปวดเมื่อย ปวดข้อและกระดูกอ่อน วิตามินดีพบมากใน ตับ เนื้อสัตว์ นม ไข่ เนย

วิตามินอี จำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาของเซลล์ประสาท เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการแตกสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ อาการที่ปรากฏเมื่อขาด มีผลเสียต่อระบบกล้ามเนื้อประสาท หัวใจ และหลอดเลือด วิตามินอีพบมากใน น้ำมันพืช ถั่วต่างๆ ผักเขียวปนเหลือง

เรตติ้งและความเห็นของผู้ถาม

5 จาก 5
ขอบคุณเจ้าค่ะ ได้ประโยชน์มาก ๆ เลย

และขอบคุณทุกคำตอบด้วยเจ้าค่ะ เพราะได้ประโยชน์ทุกคำตอบมาก ๆ
  • 3
  • ความคิดเห็น

คำตอบอื่นๆ (2)

ให้คะแนนเป็นสูงสุด
  • ให้คะแนนเป็นสูงสุด
  • เก่าที่สุด
  • ใหม่ที่สุด
  • sathaporn k ตอบแล้ว 6 ปีที่ผ่านมา
    วิตามิน บี รวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะ ต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยวิตามิน บี 1, บี 2, ไนอะซีน, แพนโทธีนิก แอซิด, บี 6, บี 12, โฟลิก แอซิด, ไอโนซิทอล และโคลีน วิตามิน บี รวม เหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพของผิว ผม สายตา ตับ และยังมี ประโยชน์อย่างมากในการรักษาความผิดปกติของเส้นประสาท ความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวันทำให้ ร่างกายต้องการวิตามิน บี มากยิ่งขึ้น

    วิตามิน บี 1 (ไธอะมีน) มีความจำเป็นในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท และมีความจำเป็นต่อสุขภาพของระบบประสาท อาการรู้สึกสับสนเป็นอาการของการขาดวิตามิน บี1
    วิตามิน บี 2 (ไรไบฟลาวิน) ป้องกันการเกิดสิว และเป็นปัจจัยสำคัญของการหายใจระดับเซลล์ ช่วยในการมองเห็น ช่วยบำรุงผิวหนัง ผม และ เล็บ มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ
    วิตามิน บี 3 (ไนอะซิน) เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมีมากกว่า 50 ปฏิกิริยา ช่วยในการรักษาอาการเครียดและซึมเศร้า ช่วยเสริมการไหลเวียนของเลือด บรรเทาอาการปวดไมเกรน ผู้ที่รับประทานน้ำตาลทรายขาวมาก ๆ จำเป็นต้องได้รับวิตามิน บี 3 มากเป็นพิเศษ
    วิตามิน บี 5 (แพนโทธีนิก แอซิด) เป็นสารที่พบอยู่ในเซลล์และมีความจำเป็นต่อปฏิกิริยาชีวเคมี ช่วยในการทำงานและการสร้างฮอร์โมนของต่อมหมวกไตในการบรรเทาอาการเครียด
    วิตามิน บี 6 (ไพริดอกซิน) มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย การย่อยอาหาร การดูดซึมของไขมันและโปรตีน การสร้างระบบภูมิต้านทานในร่างกาย
    วิตามิน บี 12 (ไซอะโนโคบาลามิน) มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ต่าง ๆ ป้องกันการถูกทำลายของเส้นประสาท ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท
    โฟลิก แอซิด ทำงานร่วมกับวิตามิน บี 12 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง บรรเทาอาการหมดแรง หงุดหงิดง่าย ปวดศรีษะ อาการหลงลืม บรรเทาอาการทางประสาท
    โคลีน ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีน ซึ่งเป็นสารสื่อสัญญาณประสาทที่สำคัญในสมองที่ใช้ในการเก็บความทรงจำ
    ไอโนซิทอล ช่วยในปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมันทำให้ใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในการเสริมอาหารให้แก่สมอง
    ไบไอติน ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย
    วิตามิน บี แม้จะพบมากในข้าว แต่ปัจจุบันข้าวที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำมักเป็นข้าวที่ถูกขัด จนขาวไม่มีวิตามิน บี เหลืออยู่ ประกอบกับการรับประทานน้ำตาลทรายขาวเป็นประจำ จึงทำให้วิตามินบี ที่มีอยู่ในร่างกายถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในวัยที่ต้องใช้สมองมากเป็นพิเศษจึงควรเอาใจใส่ ในเรื่องสุขภาพควบคู่ไปกับการศึกษา การรับประทานข้าวกล้อง และน้ำตาลทรายที่ไม่ขัดสีจะช่วยเพิ่มวิตามินบีให้แก่ชีวิตประจำวันได้

    http://www.bu.ac.th/NewsandInform/bunews/2546/Mar23/health.html
    • 1
    • ความคิดเห็น
  • ΛE ♥ JIBB¥ ™ ตอบแล้ว 6 ปีที่ผ่านมา
    มีหลายตัวดังนี้

    1. วิตามิน B1 คือ THIAMINE
    2. วิตามิน B2 คือ RIBOFLAIN
    3. วิตามิน B3 คือ NIACIN หรือ NICOTINIC ACID หรือ NIACINA MIDE
    4. วิตามิน B5 คือ PANTOTHENIC ACID
    5. วิตามิน B6 คือ PYRIDOXINE
    6. วิตามิน B12 คือ CYANO COBALAMIN
    7. วิตามิน B15 คือ PANGAMIC ACI
    http://www.thainakarin.co.th/tipsdetailth.php?id=45

    โดยปกติแล้วอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวัน ก็มีวิตามีนแต่ละชนิด อยู่แล้วเราไม่สมควรที่จะเพิ่มหรือหามารับประทานเอง นอกจากแพทย์ทำการวินิจฉัยแล้วว่าขาดวิตามีนประเภทได แพทย์จะเป็นผู้แนะนำให้รับประทานครับ
    • 1
    • ความคิดเห็น
  • Sign In 

    เพื่อเขียนคำตอบของคุณ

ใครที่ติดตามคำถามนี้?

    %
    คำตอบที่ดีที่สุด
    สมาชิกตั้งแต่:
    คะแนน: คะแนน: ระดับ
    คำตอบทั้งหมด
    คะแนนในสัปดาห์นี้
    ติดตาม
     
    เลิกติดตาม
     
    บล็อค
     
    เลิกบล็อค