การตรวจ dna จะต้องทำอย่างไร ใช้เวลานานแค่ไหน?

ติดตาม
  • ติดตามแบบเปิดเผย
  • ติดตามแบบไม่เปิดเผย
  • เลิกติดตาม
คำตอบที่ดีที่สุด
DNA ย่อมาจาก deoxyribonucleic acid ซึ่งเป็นสารพันธุกรรม ซึ่งพบอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย DNA ที่อยู่ในนิวเคลียสจะได้รับถ่ายทอดครึ่งหนึ่งมาจากพ่อ และอีกครึ่งหนึ่งจากแม่ DNA จะไม่ซ้ำกันยกเว้นในกรณีแฝดที่มาจากไข่และอสุสิตัวเดียวกัน หรือที่เรียกว่าแฝดแท้นั่นเอง และพี่น้อง พ่อแม่เดียวกันก็จะไม่มี DNA ที่ไม่เหมือนกันด้วย เรานำเอาความไม่เหมือนกันนี้ เอามาใช้ประโยชน์ทางด้านนิติเวชได้ ซึ่งนิยมกันเอามาใช้ในการพิสูจน์ตัวบุคคลนั้นเอง ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นใคร ประการแรกเราต้องเก็บตัวอย่าง DNA ของผู้ที่ต้องการจะพิสูจน์เสียก่อน ซึ่งสามารถเก็บตัวอย่างได้หลายชิ้นส่วน เช่นเลือด เนื้อเยื้อ, กระดูก, เส้นผม หรือแม้แต่ฟัน จากนั้นเราก็เก็บตัวอย่าง DNA จากพ่อและแม่ มาทำการ match ข้อมูล หรือการเทียบข้อมูลนั้นเอง ตรวจวิเคราะห์ DNA

ส่วนของ DNA ที่นำมาทำการศึกษาวิเคราะห์ ได้แก่
1. chromosomal DNA หรือ nuclear DNA (nDNA): เทคนิคการวิเคราะห์มีตั้งแต่การวิเคราะห์ลายพิมพ์นิ้วมือของ nDNA และส่วน VNTRs ปัจจุบันนำเทคนิคการเพิ่มขยาย DNA ด้วย polymerase chain reaction ร่วมกับการวิเคราะห์ความหลากลายอัลลีลของ Dna ที่มีลำดับเบสซ้ำๆ หรือ short tandem repeats ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วทุกโครโมโซมเพื่อพิสูจน์บุคล และพิสูจน์ความเป็นพ่อ แม่ ลูก
การวิเคราะห์ short tandem repeats (STRs) ที่อยู่บน Y-chromosome ใช้สำหรับการพิสูจน์พ่อ ลูก และเครือญาติทางพ่อ แต่ไม่อาจใช้พิสูจน์ความเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก

2. mitochondrial DNA (mtDNA) เป็น DNA นอกนิวเคลียส อยู่ใน mitochondria ใช้ประโยชน์เพื่อการพิสูจน์ แม่ ลูก และเครือญาติทางแม่ ไม่อาจพิสูจน์ความเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก
อย่างไรก็ตามแม้ว่าการพิสูจน์บุคคลในปัจจุบันมุ่งเน้นการตรวจวิเคราะห์ DNA แต่การตรวจบุคคลทางกายภาพ เช่น ลายนิ้วมือจากสถานที่เกิดเหตุ ลายนิ้วมือจากศพ มีข้อได้เปรียบการตรวจ DNA โดยเฉพาะกรณีการพิสูจน์คู่แฝดจากไข่ใบเดียวกัน เนื่องจากการตรวจ DNA ในคู่แฝดซึ่งตรวจด้วยทุกเทคนิคที่ใช้กันในปัจจุบัน ไม่สามารถแยกหรือบอกความแตกต่างของคู่แฝดไข่ใบเดียวกันได้

ในการตรวจดีเอ็นเอนั้นสามารถทำได้ ๒ วิธีด้วยกัน กล่าวคือ

1.เทคนิคดั้งเดิม อาร์เอฟแอลพี (RFLP,Restriction Enzyme Fragment Length Polymorphism) ซึ่งค้นพบโดย เอ็ดเวิร์ด เซาร์เทอน (Edward Southern) นักเคมีชีวภาพ ชาวสก็อตแลนด์ ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๗๐

2.เทคนิค พีซีอาร์ (PCR,Polymerase Chain Reaction)
เป็นเทคนิคสำหรับเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Kary Mullis และคณะ แห่งบริษัท Cetus Corporation ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๘๐ ข้อดีของเทคนิคนี้ คือ สามารถเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอได้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยมีขั้นตอนการทำงานน้อย และใช้เวลาไม่นาน PCR เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญมาก โดยสามารถนำไปใช้ได้กับงานวิจัยทางชีวโมเลกุล และพันธุวิศวกรรม เช่น การเพิ่มปริมาณยีน (gene cloning) การวิเคราะห์ลำดับเบสของยีน (gene sequencing) การสร้าง DNA probe และการวิจัยประยุกต์ เช่น การสร้างยีนกลายพันธุ์ (PCR based mutagenesis) การศึกษาการแสดงออกของยีนจาก mRNA การตรวจหาดีเอ็นเอของไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุของโรค เป็นต้น

หลักการพื้นฐานของ PCR คล้ายกับการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอโดยใช้ดีเอ็นเอสายหนึ่งเป็นต้นแบบในการสร้างดีเอ็นเอสายใหม่ เอนไซม์ ดีเอ็นเอโพลีเมอเรส และอุณหภูมิที่ทำให้ดีเอ็นเอแยกจากกันหรือจับคู่กันใหม่ ซึ่งปฏิกิริยา PCR ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังรูปที่ 6
http://www.barascientific.com/bscnews/forum/DNA/dna_4.php
โดยจะทำหมุนเวียนต่อเนื่องกันไป ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมของแต่ละขั้นตอน
ส่วนเรื่อง
สารเคมีที่เกี่ยวข้องในปฏิกิริยา PCR
เครื่องเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอ (PCR machine)
การวิเคราะห์ผลการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอ
ประโยชน์ของ PCR ในการตรวจวินิจฉัยโรค
เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ
http://www.barascientific.com/bscnews/forum/DNA/dna.php

ทั้งสองเทคนิคใช้วิธีการแยกลำดับดีเอ็นเอที่แตกต่างกัน และบันทึกไว้ในแบบที่สามารถมองเห็นได้

ซึ่งเทคนิค RFLP จะสามารถแสดงผลได้ชัดเจนกว่า เทคนิค PCR แต่ว่าต้องใช้จำนวนตัวอย่างมากกว่า และใช้ระยะเวลานานกว่ามาก ซึ่งเทคนิค RFLP ใช้ตัวอย่างถึง ๒๐–๕๐ นาโนกรัม และใช้ระยะเวลานานหลายสัปดาห์ เทคนิคนี้จะให้แผนที่ DNA ขึ้นมาคล้ายบาร์โค๊ด

ในขณะที่เทคนิค PCR ใช้ตัวอย่างเพียง ๒ นาโนกรัม และใช้ระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไปเพราะสามารถทำเป็นเครื่องตรวจวิเคราะห์ DNA อัตโนมัติได้ การพิสูจน์บุคคลจากสึนามิโดยทีมงานคนไทยก็ใช้วิธีนี้ค่ะ
ทั้งนี้การกำหนดว่าจะใช้เทคนิคใดขึ้นอยู่กับตัวอย่างที่ได้มา ถ้าหากเป็นตัวอย่างที่คุณภาพดีและใหม่ ผู้วิจัยมักจะใช้เทคนิค RFLP ซึ่งจะได้ผลที่ชัดเจนแน่นอนกว่าค่ะ

ในการแปลและวิเคราะห์ข้อมูลของดีเอ็นเอนั้นจำเป็นต้องใช้วิธีการทางสถิติ พันธุกรรมประชากร และทฤษฎีความน่าจะเป็นมาประยุกต์ใช้กับผลการวิเคราะห์ที่ได้จากห้องทดลอง โดยหลักการแล้วนักวิจัยจะทดสอบว่าตัวอย่างที่ได้จากคนที่ ๑ กับ คนที่ ๒ ซึ่งอาจจะเป็นพ่อกับลูกกันมาเปรียบเทียบโดยการสุ่มตัวอย่างกับประชากรทั่วไป ซึ่งโดยหน่วยวัดโดยทั่วไปแล้วจะแสดงให้เห็นถึง ๑ ต่อ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งหมายความว่า ในจำนวนคน ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนนั้น มีเพียงสองตัวอย่างนี้เท่านั้นที่มีลักษณะทางพันธุกรรมดีเอ็นเอเหมือนกัน ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีโอกาสเป็นพ่อ-ลูกกัน ซึ่งในขณะที่การตรวจพิสูจน์โดยตัวอย่างเลือดที่ทำกันโดยทั่วไปนั้นสามารถบอกได้เพียงหน่วย ๑ ต่อ ๒๐๐ เท่านั้น

โดยสรุปแล้วการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ของบุคคลทางพันธุกรรมดีเอ็นเอนั้น เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งเป็นวิธีการตรวจหาความจริงอย่างมีหลักการและขั้นตอนที่รัดกุม จึงสามารถอ้างได้ว่าเป็นหลักฐานแบบหนึ่งซึ่งสามารถยืนยันถึงความสัมพันธ์ของบุคคลได้เป็นอย่างดี

การสรุปผลต้องไม่มีข้อขัดแย้งตามเกณฑ์นะคะ คือ จะต้องตรงกันทั้งสิบตำแหน่ง เช่นในการพิสูจน์ พ่อ - แม่ - ลูก ผลการตรวจที่จะบอกว่า เป็นลูกแน่นอนนั้น ต้องตรวจพบ DNA ของลูกมาจาก พ่อ และแม่ อย่างละ 50% ทั้งสิบตำแหน่ง เคยเจออยู่เคสนึงค่ะ มีอยู่รายหนึ่ง เป็นแขกพาลูกซึ่งโตแล้ว มาตรวจพอสูจน์เพียงเพื่อ
เป็นหลักฐานประกอบในการโอนสัญชาติ

ปรากฏว่าผลการตรวจออกมาแปลก เพราะลูกมี DNA ไม่เหมือนฝ่ายชายเพียงหนึ่งในสิบตำแหน่ง พอคุณหมอลองขยายการตรวจออกไปอีกก็พบว่า ลูกมี DNA
ต่างกับพ่อ เพียงสองใน 16 ตำแหน่ง ซึ่งแสดงว่าไม่ใช่พ่อแน่นอนค่ะ แต่คงใกล้เคียงพ่อมากๆทีเดียวค่ะ เพราะส่วนใหญ่ คนที่ไม่พ่อ มักจะมี DNA แตกต่างกัน 5-6 จุดขึ้นไป

**มาตราฐานสากลในการตรวจ DNA ควรดำเนินการตรวจอย่างน้อย 10 ตำแหน่งขึ้นไป อเมริกาได้กำหนดให้ตรวจอย่างน้อย 13 ตำแหน่งและกำลังจะขยับไปเป็น 16 ตำแหน่ง สำหรับประเทศไทยหน่วยงานที่รับผิดชอบบางหน่วยงานตรวจเพียง 1 ตำแหน่ง แต่บางหน่วยงานใช้ 6 ตำแหน่ง ทำให้มีปัญหาในเรื่องของความเชื่อถือ

**ปกติการตรวจ DNA สามารถตรวจได้จากเลือด โดยมีวิธีการตรวจเรียกว่า Electrophoresis มีการตรวจโดยการเทียบรหัสทางพันธุกรรมวัตถุประสงค์ของการตรวจเช่นดูว่าเป็นพ่อแม่ลูก หาความผิดปกติของยีนหรือโรคบางชนิด หาความผิดปกติของทารกในครรภ์ เป็นวิธีการตรวจที่ยืนยันรหัสทางพันธุกรรมได้ดีในขณะนี้ค่ะ

สามารถตรวจได้ที่กรุงเทพ. ก็มีดังนี้
1.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
2.สถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่ สำนักงานกรมตำรวจแห่งชาติ
3.ภาควิชา นิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
4.หน่วยมนุษย์พันธุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
แต่ควรสอบถามและนัดล่วงหน้าถึงช่วงเวลาที่ตรวจได้ก่อนไปด้วยค่ะ

หลักฐานที่ต้องใช้คือ
1.ใบยินยอมให้ทำการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางมารดาบิดาและบุตร
2.สำเนาทะเบียนบ้านพร้อมตัวจริง
3.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมตัวจริง
4.สูติบัตร ( บุตร)

อัตราค่าบริการ เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางมารดาบิดาและบุตร ประมาณ 4500 บาท ในกรณีที่ไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายได้ก็ให้ทำหนังสือนำส่งตรวจ (ซึ่งต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่น เช่น ปลัดอำเภอ นายอำเภอ ให้รับรองว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายได้ ) ใช้เวลาในการตรวจ 5 - 7 วันทำการ

Source:

  • 1
  • ความคิดเห็น

คำตอบอื่นๆ (1)

  • ๋lawanwadee ตอบแล้ว 6 ปีที่ผ่านมา
    ในอเมริกา การตรวจดีเอ็นเอโดยห้องแล็บเอกชน มีค่าใ้ช้จ่ายประมาณ $700-1,000 ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ แต่ถ้าเร่งแบบสามสัปดาห์ได้ ก็จะแพงกว่ากันสองเท่าตัว

    ผลตรวจใช้เป็นหลักฐานทางกฏหมายได้ นอกจากคดีอาชญากรรมแล้ว ยังมีคดีแพ่ง เช่น ผู้หญิงเกิดท้องไม่มีพ่อ ถ้ามีหลักฐานพยานแน่นหนา ว่าคบหาผู้ชายคนนี้อยู่ในช่วงที่ปฏิสนธิ สามารถยื่นฟ้องต่อศาลครอบครัว เพื่อขอพิสูจน์ดีเอ็นเอ ว่าเป็นพ่อของลูกหรือไม่ ถ้าผลออกมาว่าใช่ ก็มีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร ไปจนเ็ด็กอายุ 18 เป็นต้น
    • ให้เรต
    • ความคิดเห็น
  • Sign In 

    เพื่อเขียนคำตอบของคุณ

ถามคำถาม

ใครที่ติดตามคำถามนี้?

    %
    คำตอบที่ดีที่สุด
    สมาชิกตั้งแต่:
    คะแนน: คะแนน: ระดับ
    คำตอบทั้งหมด
    คะแนนในสัปดาห์นี้
    ติดตาม
     
    เลิกติดตาม
     
    บล็อค
     
    เลิกบล็อค