• อยากลดความอ้วน กลุ่มใจมาก?

    คำตอบที่ดีที่สุด: รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม =... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (เซนติเมตร) ลบ 100 เช่น ผู้ชายที่สูง 170 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อนำมาลบด้วย 100 จะได้ผลลัพธ์ 70 ตัวเลข 70 คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ผู้หญิง น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) ลบ 110 เช่น ผู้หญิงที่มีส่วนสูง 160 ซม. เมื่อนำมาลบ ด้วย 110 จะได้ผลลัพธ์ 50 ตัวเลข 50 คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 2. หาค่าดัชนีมวลกาย (body mass index-BMI) มีวิธีคำนวณได้ดังนี้ ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (กก.) หาร ความสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น คนที่น้ำหนัก 75 กก. และสูง 170 ซม. (1.7 เมตร) จะมีดัชนีมวลกาย = (75 หาร 1.7) แล้ว1.7 อีกครั้ง = 25.9 กก.ต่อ ตารางเมตรอยู่ในเกณฑ์อ้วนระดับ 1 สำหรับค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมมีดังนี้ ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอม 18.5 - 22.9 รูปร่างปกติ 23.0 - 24.9 รูปร่างอ้วน 25.0- 29.9 อ้วนระดับ 1 30 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2 3. การวัดเส้นรอบเอว และสะโพก การดูด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย เป็นความรู้สึก ณ ตอนที่เห็น เปรียบเทียบกับภาพอดีตที่ผ่านมา (อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือนานเป็นปีก็ได้) แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งหลายครั้งก็ จะทักผิดทักถูก การวัดเส้นรอบเอวเป็นมาตรฐาน นั่นคือวัดที่ระดับจุดกึ่งกลางระหว่างใต้ชายโครงและเหนือกระดูกสะโพก ผู้ชาย ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว (90ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ผู้หญิง ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว (80 ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ค่าสัดส่วนเอว และสะโพก = เส้นรอบเอว (เมตร) หาร เส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด กรณีผู้ใหญ่ (ชาย) ถ้าเกิน 1.0 ถือว่าอ้วนลงพุง และผู้หญิง ถ้าเกิน 0.8 ถือว่าอ้วนลงพุง ลดความอ้วนด้วยอาหาร และการออกกำลังกาย อันตรายจากโรคอ้วน ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
  • สง 165 น้ำหนัก 60 อ้วนป่าวค่ะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: อ้วน ...อ้วน ...อ้ ว น ! "คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป"โฆษณาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของค่ายหนึ่ง ที่ใช้ตัวแสดงสาว 2 คน คือ ทั้งอ้วนและผอม พูดพาด พิงถึงชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา 7 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้แฟนเรียกว่า " ก้านกล้วย "... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: อ้วน ...อ้วน ...อ้ ว น ! "คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป"โฆษณาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของค่ายหนึ่ง ที่ใช้ตัวแสดงสาว 2 คน คือ ทั้งอ้วนและผอม พูดพาด พิงถึงชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา 7 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้แฟนเรียกว่า " ก้านกล้วย " ที่แฝงนัยว่าตัวอ้วนเหมือนช้างก้านกล้วยนั่นเองความอ้วนความผอมกระทบความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้ไม่มากก็น้อย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของชีวิตคู่จะรู้ได้อย่างไรว่า อ้วน ผอมถ้าอ้วนแล้วจะทำอย่างไรให้พอดีผอมไปเหมือนไม้เสียบผี จำพวกคนไม่มีไส้ ควรจะทำอย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (เซนติเมตร) ลบ 100 เช่น ผู้ชายที่สูง 170 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อนำมาลบด้วย 100 จะได้ผลลัพธ์ 70 ตัวเลข 70 คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ผู้หญิง น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) ลบ 110 เช่น ผู้หญิงที่มีส่วนสูง 160 ซม. เมื่อนำมาลบ ด้วย 110 จะได้ผลลัพธ์ 50 ตัวเลข 50 คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 2. หาค่าดัชนีมวลกาย (body mass index-BMI) มีวิธีคำนวณได้ดังนี้ ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (กก.) หาร ความสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น คนที่น้ำหนัก 75 กก. และสูง 170 ซม. (1.7 เมตร) จะมีดัชนีมวลกาย = (75 หาร 1.7) แล้ว1.7 อีกครั้ง = 25.9 กก.ต่อ ตารางเมตรอยู่ในเกณฑ์อ้วนระดับ 1 สำหรับค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมมีดังนี้ ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอม 18.5 - 22.9 รูปร่างปกติ 23.0 - 24.9 รูปร่างอ้วน 25.0- 29.9 อ้วนระดับ 1 30 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2 3. การวัดเส้นรอบเอว และสะโพก การดูด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย เป็นความรู้สึก ณ ตอนที่เห็น เปรียบเทียบกับภาพอดีตที่ผ่านมา (อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือนานเป็นปีก็ได้) แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งหลายครั้งก็ จะทักผิดทักถูก การวัดเส้นรอบเอวเป็นมาตรฐาน นั่นคือวัดที่ระดับจุดกึ่งกลางระหว่างใต้ชายโครงและเหนือกระดูกสะโพก ผู้ชาย ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว (90ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ผู้หญิง ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว (80 ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ค่าสัดส่วนเอว และสะโพก = เส้นรอบเอว (เมตร) หาร เส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด กรณีผู้ใหญ่ (ชาย) ถ้าเกิน 1.0 ถือว่าอ้วนลงพุง และผู้หญิง ถ้าเกิน 0.8 ถือว่าอ้วนลงพุง อันตรายจากโรคอ้วน ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
  • มีตกขาวเยอะทำให้ไม่มีลูกหรือเปล่า?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ตกขาว มีคนไข้จำนวนไม่น้อย... ผมหมายถึงคนไข้หญิง... ที่ไปหาแพทย์ด้วยเรื่องตกขาว...จากการศึกษาพบว่า หนึ่งในสามของคนไข้นรีเวช มีปัญหาในตกขาวนี้มาก ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ตกขาวมีลักษณะเป็นหนอง ตกขาวเป็นก้อนๆ ตกขาวทำให้คันช่องคลอดและอีกหลายๆ จะบ่นจากปากคนไข้ แม้ว่าบางคนบอกคุณหมอว่า "อีฉันไม่มีตกขาวหรอกค่า ที่มาหาคุณหมอนี่ก้อ... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ตกขาว มีคนไข้จำนวนไม่น้อย... ผมหมายถึงคนไข้หญิง... ที่ไปหาแพทย์ด้วยเรื่องตกขาว...จากการศึกษาพบว่า หนึ่งในสามของคนไข้นรีเวช มีปัญหาในตกขาวนี้มาก ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ตกขาวมีลักษณะเป็นหนอง ตกขาวเป็นก้อนๆ ตกขาวทำให้คันช่องคลอดและอีกหลายๆ จะบ่นจากปากคนไข้ แม้ว่าบางคนบอกคุณหมอว่า "อีฉันไม่มีตกขาวหรอกค่า ที่มาหาคุณหมอนี่ก้อ เพราะว่าตกเขียว มันแยะจัง" เป็นงั้นไป เห็นจะต้องมาทำความรู้จักกันเสียก่อนว่า "ตกขาว" มันคืออะไร ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า มันก็คือสิ่งซึ่งออกมาจากช่องคลอด มีสถานะเป็นของเหลว หรือบางครั้งกึ่งของเหลว ทั้งนี้และทั้งนั้น ยกเว้นเลือด "ตกขาว" มีหลายชื่อ เรียก...ระดูขาว เมนส์ขาว มุตกิจ ตรงกับภาษาแพทย์ว่า ลิวคอเรีย (Leukorrhea) ทำไมต้องมีคำว่า "ขาว" อยู่ด้วย ก็เพราะว่าปกติวิสัยแล้ว มันจะมีสีขาว ถึงแม้ว่าในสภาวะผิดจากปกติไป จะมีสีอื่นเราก็ยังเรียกว่า "ตกขาว" อยู่นั่นเอง ก็อย่างว่า คุณหมอบางคนพาซื่อพิจารณาดูตกขาวเห็นเป็นสีอื่น เช่น สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้างก็เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า ตกเขียว ตกเหลือง ก็เป็นที่เข้าใจกัน ถึงแม้ว่าชื่อเหล่านี้ ผู้ป่วยจะเข้าใจเรียกไปเองก็ตาม "ตกขาว" มีทั้งปกติและผิดปกติ ฉะนั้นคุณผู้หญิง ไม่ว่า เด็กเล็ก เด็กโต สาวน้อย สาวมาก แก่น้อย แก่มาก ต่างก็มีตกขาวด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่า ปกติหรือไม่เท่านั้น แล้วผมจะเขียนให้อ่านต่อไปว่า แบบไหนผิด แบบไหนไม่ผิดปกติ ถ้าผิดปกติจะผิดอย่างไร โดยปกติแล้ว ผู้หญิงทุกคนจะมีตกขาว เพียงแต่ว่าจะมีอยู่ในขอบเขตที่พอดี ไม่ออกมาเพ่นพ่านข้างนอก หรือจะออกมาก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็อีกนั่นแหละ อาจมีข้อยกเว้นบ้างในกรณี ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เช่น คุณผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง จะมีตกขาวมากกว่าธรรมดา ปากช่องคลอด ... ช่องคลอด... ปากมดลูก... มดลูก และปีกมดลูกต่างก็มีส่วนในการสร้างตกขาวด้วยกันทั้งนั้น เมื่อส่วนนั้นผิดปกติไป ตกขาวก็กระทบกระเทือนผิดปกติไปด้วย มาพิจารณาบริเวณปากช่องคลอด... ส่วนมดลูก... ประกอบไปด้วยต่อมหลายอย่าง มีความสำคัญในการสร้างน้ำมูกไว้หล่อลื่นในคราวจำเป็น(ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ) ภาวะมีบุตรยากและการแก้ไข ภาวการณ์มีบุตรยากเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตสมรส คู่สามีภรรยาที่สมรสมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วยังไม่มีบุตร จะมีความรู้สึกว่าชีวิตสมรสไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดสิ่งผูกพันยึดเหนี่ยวระหว่างกันและไม่มีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นในชีวิตสมรส นอกจากนี้แล้วการไม่มีบุตรสืบสกุลก็อาจนำไปสู่การหย่าร้างหรือสามีมีภรรยาใหม่ ภาวการณ์มีบุตรยากนี้ทางการแพทย์ถือว่าเกิดขึ้นเมื่อคู่สามีภรรยาอยู่กินกันมาเป็นเวลา 1 ปี และมีเพศสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอแล้วยังไม่มีบุตร เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสาเหตุของการมีบุตรยาก และวิธีแก้ปัญหา ผู้เขียนจะขอสมมติเหตุการณ์ของคู่สมรสที่แต่งงานมาได้ 2 ปี แล้วยังไม่มีบุตร มาพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา รวมทั้งขอรับการรักษาเพื่อให้มีบุตร สมพล : คุณหมอครับ เราสองคนแต่งงานกันมา 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีบุตร สุขภาพโดยทั่วไปของเราสมบูรณ์ดี ผมอยากทราบว่ามีวิธีการรักษาอะไรบ้างมั้ยที่จะทำให้เรามีบุตร แพทย์ : ก่อนที่จะพูดถึงการรักษา ผมขอชมคุณทั้งสองว่าเป็นคู่แต่งงานที่น่ารักมาก เมื่อมีปัญหาก็มาพบแพทย์ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ผลการรักษาดีขึ้นมาก โดยทั่วไปปัญหาการมีบุตรยากนี้ ฝ่ายชายมักจะไม่ค่อยยอมมาพบแพทย์ เนื่องจากกลัวว่าแพทย์จะตรวจพบว่าตัวเองเป็นหมัน ทำให้เสียหน้าความเป็นชายอะไรทำนองนั้น ที่จริงแล้วสาเหตุของการมีบุตรยากนั้นเป็นผลจากทางฝ่ายหญิงร้อยละ 50-60 ที่เหลือเกิดจากสาเหตุทางฝ่ายชาย หรือสาเหตุร่วมทั้งสองฝ่าย ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือปัญหาทางด้านจิตใจ จิตใจที่มีความเครียด วิตกกังวล จะเป็นปัจจัยซึ่งทำให้ทางฝ่ายหญิงมีประจำเดือนผิดปกติ ไข่ไม่สุก ฝ่ายชายก็อาจมีการสร้างตัวอสุจิที่ไม่สมบูรณ์ ไม่แข็งแรง ผลที่ตามมาก็คือไม่ตั้งครรภ์นั่นเอง สุดา : นอกจากที่กล่าวมา ยังมีปัจจัยหรือสาเหตุอะไรอีกมั้ย แพทย์ : มีอีกมากครับ ก่อนอื่นผมจะขออธิบายถึงปัจจัยที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ก่อน เมื่อทราบอันนี้แล้ว สาเหตุอะไรที่ทำให้ปัจจัยดังกล่าวบกพร่องหรือผิดปกติไปก็ย่อมจะทำให้เกิดการมีบุตรยาก จริงมั้ยครับ สำหรับปัจจัยที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์นั้นแบ่งออกได้เป็น ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    5 คำตอบ · การตั้งครรภ์ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • ประจำเดือนไม่มา7วัน แปลว่าอะไรท้องหรือไม่ท้อง?

    คำตอบที่ดีที่สุด: จะรู้ได้อย่างไรว่า ‘ท้อง’ “ทราบได้อย่างไรคะหมอว่า หนูมีท้องหรือเปล่า” เอ๊ะ! ถามแปลก...ก็คนเรามีท้องกันทุกคนแหละครับ อ๋อ...หมายถึงว่า ตั้งท้องหรือเปล่าครับ ? ครับ คำถามเช่นนี้ ผมได้ฟังบ่อย ก็เลยถือโอกาสเอาง่ายๆ เขียนลงใน “หมอชาวบ้าน” ให้ได้อ่านกันทั่วถึง ใครได้อ่านก็อาจนำมาวิเคราะห์กับตัวเอง หรือจะตั้งตนเป็น “หมอชาวบ้าน”... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: จะรู้ได้อย่างไรว่า ‘ท้อง’ “ทราบได้อย่างไรคะหมอว่า หนูมีท้องหรือเปล่า” เอ๊ะ! ถามแปลก...ก็คนเรามีท้องกันทุกคนแหละครับ อ๋อ...หมายถึงว่า ตั้งท้องหรือเปล่าครับ ? ครับ คำถามเช่นนี้ ผมได้ฟังบ่อย ก็เลยถือโอกาสเอาง่ายๆ เขียนลงใน “หมอชาวบ้าน” ให้ได้อ่านกันทั่วถึง ใครได้อ่านก็อาจนำมาวิเคราะห์กับตัวเอง หรือจะตั้งตนเป็น “หมอชาวบ้าน” ช่วยวินิจฉัยให้เพื่อบ้านซะเลย ก็อาจจะเข้าทีเหมือนกันนะคุณ เอาละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มต้นเรียนวิธีการวิเคราะห์ว่า ตั้งท้องหรือไม่...พร้อมแล้วใช่ไหมครับ ประการที่หนึ่ง ท่านว่า ใครก็ตาม ถ้าหากสงสัยว่าจะท้อง ควรจะมีอาการดังต่อไปนี้บ้าง ไม่ข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้งหมดก็ไม่ว่า 1. การขาดประจำเดือน ประจำเดือนที่เคยมาอยู่สม่ำเสมอ เกิดหายหน้าหายตาไป อาทิตย์ก็แล้ว สองอาทิตย์ก็แล้ว...เดือนหนึ่งก็แล้ว ประจำเดือนยังเฉย ก็พึงสังวรไว้เลยว่า อาตมาท้องแล้วก็ได้ 2. มีอาการแพ้ท้อง ใครที่ไม่เคยท้อง อาจจะไม่รู้ว่า อาการแพ้ท้องนั้นเป็นฉันใด บอกให้ก็ได้ โดยส่วนมากแล้ว อาการดังกล่าวมักจะเป็นวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน โดยมากอาจเป็นตอนเช้าๆ หรือบางคนตลอดทั้งวัน บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก ถึงกับต้องหามไปนอนให้น้ำเกลือในโรงพยาบาล ฉะนั้น ใครผู้ใดที่เป็นผู้หญิงประตำเดือนขาด ตื่นเช้ามา มีอาการอ้วก โอ้กอ้าก แล้วละก้อ ท่านว่าให้สงสัยเอาไว้ก่อน...เอ้า เก๊าะสงสัยว่า จะตั้งท้องละสิครับ อาการแพ้ท้องมิได้จบลงแค่นี้ บางคนมาในรูปแปลก ของที่เคยชอบกลับเกลียด ของที่เกลียดกลับชอบ ของที่เขาไม่กินกลับตาละปัดมาพิศสวาท อย่างเช่น ภรรยาแพ้ท้อง เห็นหน้าสามีทีไร เป็นอ้ากใส่ทุกทีเห็นหน้าเป็นเหม็นว่างั้นเถอะ...นี่ของเคยชอบกลับกลายเป็นไม่ชอบซะแล้ว...ปลาร้าปลาเจ่า ตอนยังไม่ท้อง พอได้กลิ่นพาลจะอ้วก แต่พอตั้งท้องกลังร้องเรียกหา อย่างงี้ก็มี...ของบางอย่างคนเขาไม่กินกัน อย่างเช่น ขี้เถ้า ยังงี้ ผมยังงี้ เกิดแพ้ท้องขึ้นมา เห็นเป็นของอร่อยไปเสียฉิบ ของเหล่านี้ท่านว่า ถ้าพบถ้าเห็นให้คอยจ้องไว้ให้ดี คงไม่หนีที่จะเป็นแม่เด็กแน่แท้ 3. เต้านมเต่งตึงขึ้น ใครที่เคยมีหน้าอกเล็ก ขนาดขนมครก ไข่ดาว ไข่เจียว อะไรก็ตามแต่ จะรู้สึกแปลกใจขึ้นว่า ระยะนี้เป็นยังไงกันนักหนา...หรือว่า พระอินทร์ที่ไหนมาโปรด ที่มาช่วยเสริมสร้างทรวดทรงตรงอกให้บึ้บบั้บขึ้นมา...มิได้ครับคุณ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมดา ธรรมชาติของคนที่ตั้งท้อง หลังจากคลอดแล้ว ลูกหย่านมแล้วมันก็จะกลับเล็กลงอีก แต่ก็ยังดีที่ยังไง ก็ยังโตกว่าดั้งเดิม อีกประการหนึ่ง ที่ควบคู่มาในระยะแรกเริ่มที่ประจำเดือนขาด ก็คือ ปวดเจ็บบริเวณเต้านมทั้งสอง เจ็บตึงๆ คล้ายนมคัดอ่อนๆ เขาว่ากันอย่างนั้นนะครับ ตัวผมเองไม่เคยชักที ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    9 คำตอบ · การตั้งครรภ์ · 5 ปีที่ผ่านมา
  • แคลเซี่ยมจากนมกับแคลเซี่ยมที่ขายเป็นเม็ดในร้านขายยาชนิดใดดีกว่ากันคะ? จากนมหมายถึงนมกล่อง ที่โฆษณาว่าเสริมแคลเ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ความต้องการแคลเซียม แต่ละวันคนไทยต้องการแคลเซียมเพื่อไปชดเชยการสูญเสียประมาณ ๒๗๐ ถึง ๑,๐๐๐ มิลลิกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายแต่ละช่วงอายุ เด็กเล็กอายุ ๖-๑๑ เดือน มีความต้องการแคลเซียมประมาณ ๒๗๐ มิลลิกรัมต่อวัน เด็กอายุระหว่าง ๑-๓ ขวบ มีความต้องการแคลเซียมประมาณ ๕๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ความต้องการแคลเซียม แต่ละวันคนไทยต้องการแคลเซียมเพื่อไปชดเชยการสูญเสียประมาณ ๒๗๐ ถึง ๑,๐๐๐ มิลลิกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายแต่ละช่วงอายุ เด็กเล็กอายุ ๖-๑๑ เดือน มีความต้องการแคลเซียมประมาณ ๒๗๐ มิลลิกรัมต่อวัน เด็กอายุระหว่าง ๑-๓ ขวบ มีความต้องการแคลเซียมประมาณ ๕๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะเจริญเติบโตมากขึ้นความต้องการแคลเซียมก็สูงขึ้นด้วย เด็กที่มีอายุระหว่าง ๔-๘ ขวบ ควรได้รับแคลเซียม ๘๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน พอถึงในช่วงวัยรุ่นที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (๙-๑๘ ปี) มีความต้องการแคลเซียมเพิ่มขึ้นเป็น ๑,๐๐๐ กรัมต่อวัน (เช่นเดียวกันกับหญิงตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร และผู้สูงอายุที่อายุเกิน ๕๐ ปีขึ้นไป) และจะลดลงเล็กน้อยในผู้ใหญ่ที่ต้องการปริมาณแคลเซียมเพียง ๘๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน (อายุ ๑๙-๕๐ ปี) จากเอกสารปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. ๒๕๔๖ ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า "คนไทยบริโภคแคลเซียมต่อวันอยู่ในปริมาณ ค่อนข้างต่ำ จึงควรมีการแนะนำส่งเสริมให้บริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสม" นี่แสดงว่าคนไทยส่วนใหญ่ได้รับแคลเซียมจากอาหารในปริมาณที่ยังไม่เพียงพอ หรือต่ำกว่าความต้องการของร่างกาย ทำให้มีการรณรงค์จากภาครัฐบาลว่า "วันนี้...คุณดื่มนม...หรือยัง!" หรือ "โครงการนมโรงเรียน" ทั้งนี้เพื่อเสริมปริมาณแคลเซียมให้เหมาะสมกับความต้องการของคนไทย แหล่งของแคลเซียมจากธรรมชาติ แคลเซียมจากอาหารเป็นแหล่งของแคลเซียมธรรมชาติที่ดีที่สุด อาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง ได้แก่ นม ผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต เนย ปลาตัวเล็กๆ ที่กินได้ทั้งตัว ปลาตัวเล็กกรอบ กุ้งฝอย ผักใบเขียว ปลาซาร์ดีน บร็อกโคลี เต้าหู้ น้ำส้ม ถั่ว เป็นต้น ตัวอย่างเช่น - นม ๑ กล่อง (ประมาณ ๒๔๐ มิลลิลิตร) จะให้แคลเซียมประมาณ ๓๐๐ มิลลิกรัม - เต้าหู้ถ้วยจะให้แคลเซียมประมาณ ๒๕๐ มิลลิกรัม - ปลาตัวเล็กกรอบ ๒ ช้อนกินข้าว จะให้แคลเซียม ประมาณ ๒๒๖ มิลลิกรัม - ผักกาดเขียวต้ม ๑ ทัพพี จะให้แคลเซียมประมาณ ๙๖ มิลลิกรัม ปัจจัยอื่นที่มีผลต่อแคลเซียมปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อแคลเซียมของร่างกาย ได้แก่ การออกกำลังกาย และวิตามินดี โดยการออกกำลังกายชนิดที่มีการดึงกล้ามเนื้อที่เชื่อมติดกับกระดูก เช่น วิ่ง เดิน เต้นรำ จะทำให้กระดูกแข็งแรงยิ่งขึ้น ส่วนวิตามินดีจะส่งผลต่อการดูดซึม ควบคุม และการสะสมของแคลเชียม ซึ่งในภาวะปกติร่างกายของเราได้รับวิตามินดีจากผิวหนัง ที่ได้รับแสงแดด และประมาณว่าถ้ามีการออกแดดวันละประมาณ ๑๕-๓๐ นาที ร่างกายก็จะได้รับปริมาณวิตามินดี ที่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันแล้ว ในทางตรงกันข้ามกลับพบว่า การได้รับโซเดียมและโปรตีนมากเกินไป แอลกอฮอล์ บุหรี่ และกาเฟอีนในขนาดสูง จะเพิ่มการสูญเสียแคลเซียมของร่างกาย ผลิตภัณฑ์แคลเซียม ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
  • อยากให้สิวหายทำอย่างไรดีครับ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ถ้าเป็นสิว เมื่อไรควรไปพบแพทย์ 1.เมื่อใช้ยาทาเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น 2.เมื่อสิวอักเสบมาก ปวดบวมแดง หรือสิวหายแล้วมักเป็นแผลเป็น 3.ผู้หญิงที่เป็นสิวที่ขนขึ้นตามใบหน้า หรือประจำเดือนผิดปกติ ควรพบแพทย์ 4.ถ้าสิวเลวลงมาก สิวอักเสบบวมแดงมาก และมีไข้ ควรพบแพทย์ทันที... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ถ้าเป็นสิว เมื่อไรควรไปพบแพทย์ 1.เมื่อใช้ยาทาเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น 2.เมื่อสิวอักเสบมาก ปวดบวมแดง หรือสิวหายแล้วมักเป็นแผลเป็น 3.ผู้หญิงที่เป็นสิวที่ขนขึ้นตามใบหน้า หรือประจำเดือนผิดปกติ ควรพบแพทย์ 4.ถ้าสิวเลวลงมาก สิวอักเสบบวมแดงมาก และมีไข้ ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจแสดงว่ามีการอักเสบและติดเชื้ออย่าง 5.รู้สึกอายที่เป็นสิวหรือรู้สึกหดหู่ 6.เป็นคนผิวคล้ำเมื่อสิวหายแล้วทิ้งรอยดำไว้นานมาก ๘ วิธีสร้างผิวไร้สิวฝ้า การได้เป็นเจ้าของใบหน้าที่นวลเนียนสดใส ล้วนเป็นที่ปรารถนาของทุกคน แต่ไม่เคยมีใครที่ไม่มีปัญหากับผิวของตนเอง การเรียนรู้วิธีรักษาและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก จึงน่าจะเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดสู่การเป็นเจ้าของผิวสวย เคล็ดลับสู่ผิวสวยใสไร้สิวฝ้านั้นมีง่ายๆ ดังนี้ วิธีที่ ๑ การล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน เพื่อชำระล้างเหงื่อไคล ไขมันและขี้ไคลออกจากผิวหนัง เวลาล้างหน้าให้ล้างเบาๆ แล้วซับน้ำให้แห้งด้วยผ้าขนหนูสะอาด อย่าใช้ผ้าขนหนูถูหน้าแรงๆ เพราะจะทำให้สิวอักเสบมากขึ้น ไม่ควรใช้แปรง ฟองน้ำ หรือสบู่ที่ผสมเม็ดขัดถู ขัดถูใบหน้า เพราะทำให้ใบหน้าระคายเคือง และกระตุ้นให้สิวกำเริบมากขึ้น วิธีที่ ๒ หากเป็นสิวน้อย อาจทายาเองได้ ผู้ที่มีปัญหาสิวเพียงเล็กน้อย เช่น สิวหัวดำ หัวขาว หรือสิวอักเสบเพียงเล็กน้อย อาจหาซื้อยามาทาเองได้ แต่ต้องอ่านฉลากยาให้เข้าใจวิธีใช้โดยละเอียดเสียก่อน หากใช้ครีมทารักษาสิวแล้วเกิดอาการผิวแห้งหรือ ระคายเคือง ควรปรึกษาแพทย์ ต้องระวังยาที่โฆษณาว่ารักษาได้ทั้งสิวและฝ้า เพราะยาพวกนี้มักผสมสตีรอยด์ ซึ่งอาจทำให้สิวยุบเร็วจริง แต่มีข้อแทรกซ้อนตามมามากมาย กรณีที่เป็นสิวอักเสบมาก จัดเป็นโรคผิวหนัง จำเป็นต้องได้รับยาภายใต้การดูแลของแพทย์ และยากินรักษา สิวบางตัวอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
  • ใครรู้บ้างว่ามนุษย์เกิดมาทำไม?

    คำตอบที่ดีที่สุด: เกิดมาทำไม ? ปัญหาข้อนี้ถือกันว่าทุกคนสนใจและสงสัย แม้กระนั้นก็อาจจะมีบางคนมีเล่ห์เหลี่ยมที่จะเยาะเย้ยว่า ก็พระพุทธศาสนาสอนถึงความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา คือไม่มีใครเกิดดังนี้ แล้วเหตุใดจึงมีปัญหาว่าเกิดมาทำไมด้วยเล่า ถ้าผู้ใดถามซักไปในทำนองนั้น เราจะต้องถือว่าเขาอาศัยหลักของพระพุทธศาสนาชั้นสูงสุด คือ ... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: เกิดมาทำไม ? ปัญหาข้อนี้ถือกันว่าทุกคนสนใจและสงสัย แม้กระนั้นก็อาจจะมีบางคนมีเล่ห์เหลี่ยมที่จะเยาะเย้ยว่า ก็พระพุทธศาสนาสอนถึงความไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา คือไม่มีใครเกิดดังนี้ แล้วเหตุใดจึงมีปัญหาว่าเกิดมาทำไมด้วยเล่า ถ้าผู้ใดถามซักไปในทำนองนั้น เราจะต้องถือว่าเขาอาศัยหลักของพระพุทธศาสนาชั้นสูงสุด คือ ขั้นที่ว่าด้วยความหลุดพ้น มาพูดกับคนธรรมดาสามัญที่ยังไม่มีความหลุดพ้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูก ไม่ตรง คือ ไม่ถูกฝาถูกตัว เพราะว่าตามธรรมดาของคนที่ยังไม่รู้ธรรมะ ถึงที่สุดแล้วจะต้องมีความรู้สึกว่าตนกำลังเกิดอยู่ และตนมีปัญหามากมายที่จะต้องทำ กระทั่งไม่รู้ว่าเกิดมานี้เพื่ออะไรกัน โดยทั่ว ๆ ไป ผู้ที่เป็นอรหันต์ ถึงที่สุดแห่งธรรมในพระพุทธศาสนาแล้วเท่านั้น ที่จะรู้สึกว่ามิได้มีการเกิดอยู่ในบัดนี้ ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนของใครที่เกิดอยู่ในบัดนี้ ดังนั้น ปัญหาที่ว่าเกิดมาทำไม จึงไม่มีแก่พระอรหันต์ แต่สำหรับบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แม้ที่ยังเป็นพระอริยเจ้าในขั้นต้น ๆ เช่น พระโสดาบันก็ดี ก็ยังมีความรู้สึกว่ามีตัวตนของตนและตนกำลังเกิดอยู่ทั้งนั้น จึงจัดได้ว่าเป็นผู้ที่ล้วนแต่มีปัญหาอยู่ในใจว่า เกิดมาทำไม ด้วยกันทุกคน โดยเหตุนี้ขอให้สรุปใจความของปัญหานี้สั้น ๆ ว่า เกิดมาทำไม และเป็นปัญหาของคนทั่วไปที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ เราจะพิจารณากันดูถึงความรู้สึกที่เกิดอยู่เองในใจของคนซึ่งต่างคนก็มักจะมีความคิดเป็นของเขาด้วยกันทั้งนั้นว่า เขาเกิดมาทำไม นานาทัศนะในเรื่องเกิดมาทำไม ถ้าจะถามเด็ก ๆ ดู ก็จะตอบว่าเกิดมาเพื่อเล่นกันให้สนุกสนานทีเดียว ถ้าจะถามคนหนุ่มสาวก็คงจะตอบว่า เกิดมาเพื่อความสวยความงาม ความรื่นเริงบันเทิงกันในระหว่างเพศ ถ้าจะถามคนที่สูงอายุขึ้นไปในวัยเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ก็คงจะตอบกันเป็นเล่นมากว่า เกิดมาเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติเอาไว้กินต่อแก่เฒ่าและให้ลูกหลานดังนี้เรื่อย ๆ ไปด้วยกันทั้งนั้น ครั้นอยู่ไปจนถึงชราแก่หง่อม เมื่อถามดูว่าเกิดมาทำไม คงจะงง และคงจะคิดว่า เกิดมาเพื่อตายไปสำหรับจะเกิดใหม่ต่อ ๆ ไปมากกว่าอย่างอื่น ข้อนี้น้อยคนที่จะคิดว่าเกิดมาแล้วก็สิ้นสุดกันเพียงตาย เพราะว่าได้ถูกอบรมสั่งสอนกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกถึงเรื่องโลกอื่นถึงชาติอื่นหลังจากตายแล้ว จนฝังอยู่ในจิตใจด้วยกันแทบทั้งนั้น สำหรับผู้ที่มีวัฒนธรรมที่รับมาจากอินเดีย ไม่ว่าจะนับถือพุทธศาสนาหรือศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาอื่น ๆ ส่วนมาก มีความเชื่อไปในทางตายแล้วเกิดใหม่ คนแก่ ๆ คนชราหมดปัญญาที่จะนึกคิดอะไรแล้วก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อตาย แล้วไปเกิดใหม่ดังนี้ นี้หลักใหญ่ ๆ ทั่ว ๆ ไปก็ตอบได้แค่นี้ ถ้าจะพิจารณาดูกันอีกทางหนึ่ง ในส่วนรายละเอียดปลีกย่อย และบางคนก็คงจะตอบว่า เกิดมาเพื่อกิน เพราะมักมากในการกิน และบางคนก็คงจะตอบว่าเกิดมาเพื่อกินเหล้า เพราะว่าเป็นทาสของเหล้าอยู่ตลอดเวลา ไม่บูชาอะไรยิงไปกว่าเหล้า ดังนี้ก็มี บางคนเกิดมาเล่นไพ่ จนถึงกับมีคำกล่าวว่า ยอมหย่าผัวไม่ยอมหย่าไพ่ ดังนี้ก็มี บางคนยังหลงใหลในสิ่งอื่น ๆ ในอบายมุขอื่น ๆ แม้กระทั่งของเล่น จนเห็นว่าเป็นสิ่งที่สูงสุด ในสิ่งที่เขาควรจะได้อย่างนี้ก็มี โดยทั่ว ๆ ไป คนที่เรียกว่าได้รับการศึกษาดีนั้น มักจะนิยมหลงใหลในเรื่องเกียรติ คือ อยากจะมีเกียรติว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้สูงสุดขึ้นไป เพราะเกิดมาเพื่อจะสร้างเกียรติ ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    13 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับโฆษณาและการตลาด · 5 ปีที่ผ่านมา
  • "ปัสสาวะบำบัด" ขอรับข้อคิดเห็น ความรู้ และประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกันหน่อยค่ะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: การรวบรวมองค์ความรู้ เรื่อง ปัสสาวะบำบัด (Urine Therapy) เขียนโดย นางจุฑา ลิ้มสุวัฒน์<br>นักวิชาการสาธารณสุข ปัสสาวะบำบัด (Urine Therapy) คือ การใช้ปัสสาวะของตัวเองเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค โดยไม่ใช้ยาและยังช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วย ประวัติของปัสสาวะบำบัด ตำราไทยโบราณหลายเล่ม กล่าวถึงการใช้ปัสสาวะรักษาโรค... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: การรวบรวมองค์ความรู้ เรื่อง ปัสสาวะบำบัด (Urine Therapy) เขียนโดย นางจุฑา ลิ้มสุวัฒน์<br>นักวิชาการสาธารณสุข ปัสสาวะบำบัด (Urine Therapy) คือ การใช้ปัสสาวะของตัวเองเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค โดยไม่ใช้ยาและยังช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วย ประวัติของปัสสาวะบำบัด ตำราไทยโบราณหลายเล่ม กล่าวถึงการใช้ปัสสาวะรักษาโรค ในพระวินัยปิฎกเขียนไว้ว่า พระภิกษุปฏิบัตินิสสัยสี่ ให้ฉันน้ำมูตรแช่ผลสมอเพื่อแก้โรคต่างๆ เมื่อพันปีก่อนคริสต์ศักราช ในคัมภีร์พระเวทย์ของฮินดู ถือว่าน้ำปัสสาวะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ดื่มแล้วจะเป็นน้ำอมฤต ในตำราการแพทย์จีน เขียนขึ้นช่วง พ.ศ.586-754 อ้างว่าปัสสาวะเป็นตัวละลายยาสมุนไพร ช่วยทำให้สมุนไพรมีสรรพคุณดียิ่งขึ้น พ.ศ.600 ปรินุส นักปราชญ์ชาวโรมัน แต่งตำราว่าด้วยปัสสาวะเป็นยารักษาพิษต่างๆ และใช้ประโยชน์ในการฟอกหนัง ย้อมสีผ้า พ.ศ.1782-1832 ญี่ปุ่นยุคอิมเป็ง ดื่มน้ำปัสสาวะในการรักษาโรค การศึกษาส่วนประกอบของน้ำปัสสาวะ ปกติปัสสาวะเป็นกรดอ่อนๆ จะมีสีเหลืองอ่อนๆ ไปจนถึงขาวใส ถ้าปริมาณปัสสาวะน้อย ปัสสาวะก็จะข้นและมีสารในนั้นมากกว่าปัสสาวะใส ขึ้นกับอาหารที่รับประทานและสุขภาพของคนนั้น มีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย อาหารที่รับประทานเข้าไปก็ทำให้มีกลิ่นได้ ปัสสาวะของคนปกติจะมีรสเค็มๆ ถ้าปัสสาวะเข้มมากอาจมีรสขมนิดๆ ซึ่งสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปยังมีผลต่อสีและรสของปัสสาวะด้วย ในคนที่เป็นโรคดีซ่านปัสสาวะจะมีสีเหลืองขมิ้นกระทั่งเป็นสีน้ำตาล คนที่เป็นโรคไตหรือทางเดินปัสสาวะก็อาจขุ่นหรือเป็นสีแดงถ้ามีเม็ดเลือดแดงออกมากับปัสสาวะด้วย จากการวิจัยของ ดร.ฟารอน นักชีวเคมี พบสารต่างๆ ในปัสสาวะ 95% เป็นน้ำ 2.5% เป็น urea และ 2.5% เป็นสารอื่นๆ เป็นส่วนผสมของเกลือแร่ เกลือ ฮอร์โมน เอ็นไซม์ และภูมิคุ้มกัน ซึ่งแยกตามส่วนประกอบ ในน้ำปัสสาวะ 100 cc. มี Urea nitrogen 682 ม.ก. Urea 1,459 ม.ก. Creatinine nitrogen 36 ม.ก. Creatinine 97.20 ม.ก. Uric acid nitrogen 12.30 ม.ก. Uric acid 36.90 ม.ก. Amino nitrogen 9.70 ม.ก. Ammonia nitrogen 57 ม.ก. Sodium 212 ม.ก. Potassium 137 ม.ก. Calcium 19.50 ม.ก. Magnesium 11.30 ม.ก. Chloride 314 ม.ก. Total sulphate 91 ม.ก. Inorganic sulphate 83 ม.ก. Inorganic phosphate127 ม.ก. ที่น่าสนใจในปัสสาวะมีสารอื่นๆ ได้แก่ เอนไซม์: Amylase (diastase), Lactic dehydrogenase (LDH), Leucine amino-peptidase (LAP) และ Urokinase (ใช้ละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตันเฉียบพลัน) ฮอร์โมน: Catecholamines, 17–Catecholamine, Hydroxy–steroids, Erythropoietin, Adenylate cyclase, Prostaglandins, Growth hormones, ฮอร์โมนเพศ, อินซูลิน ฯลฯ แต่นักวิจัยเชื่อว่ายังมีสารที่เรายังไม่รู้จักอีกมากในปัสสาวะ ดูเพิมที่ลิงค์นะครับ
    11 คำตอบ · การแพทย์ทางเลือกใหม่ · 5 ปีที่ผ่านมา
  • มาอธิษฐานปีใหม่กันดีใหมครับ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: พร คือ อะไร ทำอย่างไรจะได้พร วันนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องพรปีใหม่ ถ้าพูดตามภาษาพระแท้ๆ พรเป็นสิ่งที่เราจะต้องสร้างขึ้นเอง มีพุทธพจน์ตรัสไว้เลยทีเดียวว่า อายุ วรรณะ สุขะ อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ด้วยอาศัย การอ้อนวอน หรือความปรารถนาเท่านั้นก็หาไม่ ท่านทั้งหลาย... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: พร คือ อะไร ทำอย่างไรจะได้พร วันนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องพรปีใหม่ ถ้าพูดตามภาษาพระแท้ๆ พรเป็นสิ่งที่เราจะต้องสร้างขึ้นเอง มีพุทธพจน์ตรัสไว้เลยทีเดียวว่า อายุ วรรณะ สุขะ อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ด้วยอาศัย การอ้อนวอน หรือความปรารถนาเท่านั้นก็หาไม่ ท่านทั้งหลาย ที่ปรารถนาสิ่งเหล่านี้จะต้องปฏิบัติสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยที่ให้เกิด สิ่งเหล่านี้ขึ้นเอง ที่ว่ามาข้างต้นนั้นก็คือ การที่เรากำลังจะทำเหตุปัจจัยให้พรเหล่านี้ เกิดขึ้น พรคืออะไร การพูดกันบ่อยๆว่าจตุรพิธพรชัย คือพรสี่ประการ ได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อายุคืออะไร คำว่าอายุก็ยุ่งอีกแล้ว ถ้าจะพูดกันเรื่องถ้วยคำ ก็จะเสียเวลามาก คำว่า พร ก็เป็นปัญหา คำว่าอายุก็เป็นปัญหา ต่อไปจะขออธิบายความหมายของคำว่า พร สักหน่อย คำว่า พร นั้น ที่จริงในภาษาพระ แปลว่า ผลประโยชน์หรือ สิทธิพิเศษที่ให้ตามคำขอ ขอยกตัวอย่างเช่นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์พระเจ้าแผ่นดิน มีอำนาจสูงสุด ชี้ตายชี้เป็นได้ ปุโรหิตคนหนึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดพระราชา และตัวปุโรหิตเองก็แก่จะตายอยู่แล้ว จึงคิดว่าต่อไปเมื่อตนเองสิ้นชีวิตไปแล้ว ถ้าลูกพูดอะไรผิดพลาดไป พระราชาอาจจะสั่งตัดศีรษะ เมื่อคิดอย่างนี้แล้วท่านปุโรหิตก็เลยขอพรจากพระราชาว่า "ลูกของข้าพระองค์นี้เป็นผู้ที่มีวาจาไม่ดี ฉะนั้น ถ้าหากว่าเขาพูด อะไรผิดพลาดไป ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษให้ไม่เอาโทษ" การขอสิทธพิเศษอย่างนี้เรียกว่าขอพร และเมื่อพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานให้ โดยตรัสว่า "ตกลง เรายอมให้" อย่างนี้เรียกว่า ให้พร เป็นอันว่า พรก็หมายถึงสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ หรือสิทธิพิเศษ ที่ให้ตามที่ขอ เขาขอแล้วให้ก็เรียกว่า ให้พรอย่างเช่น พระนางผุสดีขอพร 10 ประการจากพระอินทร์ก็หมายความว่าตัวเองต้องการอะไรก็ขอไป แล้วเขาให้ก็เรียกว่า ให้พร นี้เป็นความหมายเดิมแท้ของมัน ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    12 คำตอบ · Yahoo รู้รอบ · 5 ปีที่ผ่านมา
  • ประจำเดือนไม่มา5วันแล้ว แต่ไม่มีอาการอะไร มีแค่ปวดหลังช่วงด้านล่างและขมในปากอยากรู้ว่าท้องหรือเปล่าค่ะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: จะรู้ได้อย่างไรว่า ‘ท้อง’ “ทราบได้อย่างไรคะหมอว่า หนูมีท้องหรือเปล่า” เอ๊ะ! ถามแปลก...ก็คนเรามีท้องกันทุกคนแหละครับ อ๋อ...หมายถึงว่า ตั้งท้องหรือเปล่าครับ ? ครับ คำถามเช่นนี้ ผมได้ฟังบ่อย ก็เลยถือโอกาสเอาง่ายๆ เขียนลงใน “หมอชาวบ้าน” ให้ได้อ่านกันทั่วถึง ใครได้อ่านก็อาจนำมาวิเคราะห์กับตัวเอง หรือจะตั้งตนเป็น “หมอชาวบ้าน”... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: จะรู้ได้อย่างไรว่า ‘ท้อง’ “ทราบได้อย่างไรคะหมอว่า หนูมีท้องหรือเปล่า” เอ๊ะ! ถามแปลก...ก็คนเรามีท้องกันทุกคนแหละครับ อ๋อ...หมายถึงว่า ตั้งท้องหรือเปล่าครับ ? ครับ คำถามเช่นนี้ ผมได้ฟังบ่อย ก็เลยถือโอกาสเอาง่ายๆ เขียนลงใน “หมอชาวบ้าน” ให้ได้อ่านกันทั่วถึง ใครได้อ่านก็อาจนำมาวิเคราะห์กับตัวเอง หรือจะตั้งตนเป็น “หมอชาวบ้าน” ช่วยวินิจฉัยให้เพื่อบ้านซะเลย ก็อาจจะเข้าทีเหมือนกันนะคุณ เอาละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มต้นเรียนวิธีการวิเคราะห์ว่า ตั้งท้องหรือไม่...พร้อมแล้วใช่ไหมครับ ประการที่หนึ่ง ท่านว่า ใครก็ตาม ถ้าหากสงสัยว่าจะท้อง ควรจะมีอาการดังต่อไปนี้บ้าง ไม่ข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้งหมดก็ไม่ว่า 1. การขาดประจำเดือน ประจำเดือนที่เคยมาอยู่สม่ำเสมอ เกิดหายหน้าหายตาไป อาทิตย์ก็แล้ว สองอาทิตย์ก็แล้ว...เดือนหนึ่งก็แล้ว ประจำเดือนยังเฉย ก็พึงสังวรไว้เลยว่า อาตมาท้องแล้วก็ได้ 2. มีอาการแพ้ท้อง ใครที่ไม่เคยท้อง อาจจะไม่รู้ว่า อาการแพ้ท้องนั้นเป็นฉันใด บอกให้ก็ได้ โดยส่วนมากแล้ว อาการดังกล่าวมักจะเป็นวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน โดยมากอาจเป็นตอนเช้าๆ หรือบางคนตลอดทั้งวัน บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก ถึงกับต้องหามไปนอนให้น้ำเกลือในโรงพยาบาล ฉะนั้น ใครผู้ใดที่เป็นผู้หญิงประตำเดือนขาด ตื่นเช้ามา มีอาการอ้วก โอ้กอ้าก แล้วละก้อ ท่านว่าให้สงสัยเอาไว้ก่อน...เอ้า เก๊าะสงสัยว่า จะตั้งท้องละสิครับ อาการแพ้ท้องมิได้จบลงแค่นี้ บางคนมาในรูปแปลก ของที่เคยชอบกลับเกลียด ของที่เกลียดกลับชอบ ของที่เขาไม่กินกลับตาละปัดมาพิศสวาท อย่างเช่น ภรรยาแพ้ท้อง เห็นหน้าสามีทีไร เป็นอ้ากใส่ทุกทีเห็นหน้าเป็นเหม็นว่างั้นเถอะ...นี่ของเคยชอบกลับกลายเป็นไม่ชอบซะแล้ว...ปลาร้าปลาเจ่า ตอนยังไม่ท้อง พอได้กลิ่นพาลจะอ้วก แต่พอตั้งท้องกลังร้องเรียกหา อย่างงี้ก็มี...ของบางอย่างคนเขาไม่กินกัน อย่างเช่น ขี้เถ้า ยังงี้ ผมยังงี้ เกิดแพ้ท้องขึ้นมา เห็นเป็นของอร่อยไปเสียฉิบ ของเหล่านี้ท่านว่า ถ้าพบถ้าเห็นให้คอยจ้องไว้ให้ดี คงไม่หนีที่จะเป็นแม่เด็กแน่แท้ 3. เต้านมเต่งตึงขึ้น ใครที่เคยมีหน้าอกเล็ก ขนาดขนมครก ไข่ดาว ไข่เจียว อะไรก็ตามแต่ จะรู้สึกแปลกใจขึ้นว่า ระยะนี้เป็นยังไงกันนักหนา...หรือว่า พระอินทร์ที่ไหนมาโปรด ที่มาช่วยเสริมสร้างทรวดทรงตรงอกให้บึ้บบั้บขึ้นมา...มิได้ครับคุณ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมดา ธรรมชาติของคนที่ตั้งท้อง หลังจากคลอดแล้ว ลูกหย่านมแล้วมันก็จะกลับเล็กลงอีก แต่ก็ยังดีที่ยังไง ก็ยังโตกว่าดั้งเดิม อีกประการหนึ่ง ที่ควบคู่มาในระยะแรกเริ่มที่ประจำเดือนขาด ก็คือ ปวดเจ็บบริเวณเต้านมทั้งสอง เจ็บตึงๆ คล้ายนมคัดอ่อนๆ เขาว่ากันอย่างนั้นนะครับ ตัวผมเองไม่เคยชักที 4. ปัสสาวะบ่อย ประจำเดือนไม่มา แต่กลับปัสสาวะบ่อยขึ้น ธรรมดาปกติวิสัย 3-4 ครั้ง ตอนกลางวัน 1-2 ตอนกลางคืน มาระยะนี้ มันแปลกที่ปัสสาวะถี่ขึ้นกว่าเก่า ดังนี้ อย่าได้แปลกใจไปเลยครับ...คุณกำลังตั้งท้องน่ะ...ผมว่าให้สงสัยไปก่อน ทำไมหรือครับ คนท้องต้องฉี่บ่อยขึ้น เพราะไตทั้งสองข้างบั้นเอวของคุณมันทำงานมากขึ้นนั่นเอง...ผลิตฉี่มากขึ้นว่างั้นเถอะ และอีกประการหนึ่ง มดลูกของคุณเมื่อขยายตัวโตขึ้น มันจะทับบนกระเพาะปัสสาวะอย่างหนีไม่พ้น กระเพาะปัสสาวะเคยบรรจุฉี่ได้มาก ก็จะบรรจุได้น้อยลง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องถ่ายทิ้งกันบ่อยหน่อยใช่ไหมครับ 5. ท้องโตขึ้น แทบจะไม่ต้องอธิบายกันเลย เรื่องท้องโต หรือท้องป่อง มดลูกโตขึ้นตามวันและเวลา มันก็จะดันท้องให้ป่องออกมา มีบางคนเสียอีก ไม่ได้ตั้งท้องอะไรกับเขาหรอก แต่ประสาทว่างั้นเถอะครับ อยากมีลูกเต็มแก่ เพราะความอยากได้ลูกนี่แหละครับ เกิดอุปทานประจำเดือนขาดไป พร้อมกับท้องโตได้ โตวันโตคืนชะด้วย และบางคนมีความรู้สึกว่า มีเด็กดิ้นกุ๊กกิ๊กอยู่ข้างในด้วย พอแพทย์ตรวจร่างกายดีแล้ว บอกว่า “ท้องลม” เท่านั้นแหละครับ ท้องที่เคยป่องก็ยุบแฟบลงทันตาเห็น จากนั้นไม่นานประจำเดือนก็หลั่งไหลออกมา...เป็นงั้นไป อย่างไรก็ดี ประจำเดือนขาด ท้องป่องออกมา ให้สงสัยว่าตั้งท้องไว้ก่อนแหละครับ เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง 6. มีความรู้สึกว่าเด็กดิ้น ครับ เด็กดิ้นอยู่ในท้อง มิได้หมายความว่า เด็กข้างบ้านหรือเด็กในบ้านนอนดิ้นไปดิ้นมา แล้วหมายถึงว่า คุณท้อง และก็ไม่ควรมีความรู้สึกว่า เด็กดิ้น ก่อนตั้งท้องได้สี่เดือนครึ่งหรือห้าเดือนแรก หรือก่อนสี่เดือนในหลังท้อง ถ้าจะถามว่าเด็กดิ้นจังหวะอะไร ดิสโก้ ร็อค หรือ แทงโก้ ผมก็บอกได้ว่า ไม่ใช่จังหวะอะไรทั้งนั้น แต่เป็นการเคลื่อนไหว แขน ขา ของเด็กเป็นธรรมดา นอนงอมืองอเท้า อยู่ในโพรงแคบๆ ก็ยอมมีการเมื่อยกันบ้าง น่าเห็นใจ อยู่ในโพรงมดลูก เด็กไม่ตื่นก็หลับ มีอยู่สองอย่าง ถ้าหลับเด็กก็เฉย พอตื่นก็ขยับแข้งขยับขาให้คุณรู้สึกตุ๊บๆ จั๊กจี้ดีเหมือนกัน จะดิ้นมากดิ้นน้อย ไม่สำคัญขอให้ดิ้นเป็นใช้ได้ และสม่ำเสมอ มิใช่ว่าอยู่ดีๆ เกิดดิ้นขึ้นมาเหมือนปลาซ่อนถูกทุบหัว อย่างนี้ผิดปกติแน่ๆ ครับ เอาละ เป็นอันว่า ความรู้สึกว่าเด็กดิ้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยแสดงว่า คุณอาจจะตั้งท้อง...อาจจะ...ผมใช้คำนี้ ก็ในเมื่อความรู้สึกของคุณอาจผิดพลาดก็ได้ ก็อย่างนี้ ผมยากตัวอย่างให้ฟังตอนแรกแล้วว่า ใน “ท้องลม” บางคนยังมีความรู้สึกว่า เด็กดิ้น ทั้ง ๆที่ไม่มีเด็กอยู่เลย...ก็อย่างว่าแหละครับ จะเอาอะไรแน่กับมนุษย์อึเหม็นอย่างเรา ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    2 คำตอบ · สุขภาพหญิง · 5 ปีที่ผ่านมา
  • ไม่อยากอวบเหมือนหนอนรถด่วนมีวิธีกระชับพุงกระชับกระเพาะแบบรวบรัดบ้างมั้ยคะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม =... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (เซนติเมตร) ลบ 100 เช่น ผู้ชายที่สูง 170 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อนำมาลบด้วย 100 จะได้ผลลัพธ์ 70 ตัวเลข 70 คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ผู้หญิง น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) ลบ 110 เช่น ผู้หญิงที่มีส่วนสูง 160 ซม. เมื่อนำมาลบ ด้วย 110 จะได้ผลลัพธ์ 50 ตัวเลข 50 คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 2. หาค่าดัชนีมวลกาย (body mass index-BMI) มีวิธีคำนวณได้ดังนี้ ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (กก.) หาร ความสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น คนที่น้ำหนัก 75 กก. และสูง 170 ซม. (1.7 เมตร) จะมีดัชนีมวลกาย = (75 หาร 1.7) แล้ว1.7 อีกครั้ง = 25.9 กก.ต่อ ตารางเมตรอยู่ในเกณฑ์อ้วนระดับ 1 สำหรับค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมมีดังนี้ ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอม 18.5 - 22.9 รูปร่างปกติ 23.0 - 24.9 รูปร่างอ้วน 25.0- 29.9 อ้วนระดับ 1 30 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2 3. การวัดเส้นรอบเอว และสะโพก การดูด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย เป็นความรู้สึก ณ ตอนที่เห็น เปรียบเทียบกับภาพอดีตที่ผ่านมา (อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือนานเป็นปีก็ได้) แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งหลายครั้งก็ จะทักผิดทักถูก การวัดเส้นรอบเอวเป็นมาตรฐาน นั่นคือวัดที่ระดับจุดกึ่งกลางระหว่างใต้ชายโครงและเหนือกระดูกสะโพก ผู้ชาย ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว (90ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ผู้หญิง ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว (80 ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ค่าสัดส่วนเอว และสะโพก = เส้นรอบเอว (เมตร) หาร เส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด กรณีผู้ใหญ่ (ชาย) ถ้าเกิน 1.0 ถือว่าอ้วนลงพุง และผู้หญิง ถ้าเกิน 0.8 ถือว่าอ้วนลงพุง อันตรายจากโรคอ้วน ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    8 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับความสวยความงาม · 4 ปีที่ผ่านมา
  • ทำอย่างไรให้อ้วนดีค่ะกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนซักทีตอนนี้ก็อายุ17แล้วอ่ะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: จากการศึกษาวิถีการกินกับความอ้วนของกลุ่มประชาการตัวอย่าง 5,200 ราย พบว่า วิธีการกินอาหารที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินมีอยู่ 7 แบบ หรือ 7 วิถีการกิน คือ 1. การกินตามอารมณ์ บางคนใช้การกินเป็นการระบายอารมณ์จัดการความรู้สึก เช่น ยิ่งเครียดยิ่งกิน ยิ่งเศร้าก็ยิ่งกิน ดีใจก็กินฉลอง เสียใจก็กินประชด พูดง่ายๆว่า... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: จากการศึกษาวิถีการกินกับความอ้วนของกลุ่มประชาการตัวอย่าง 5,200 ราย พบว่า วิธีการกินอาหารที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินมีอยู่ 7 แบบ หรือ 7 วิถีการกิน คือ 1. การกินตามอารมณ์ บางคนใช้การกินเป็นการระบายอารมณ์จัดการความรู้สึก เช่น ยิ่งเครียดยิ่งกิน ยิ่งเศร้าก็ยิ่งกิน ดีใจก็กินฉลอง เสียใจก็กินประชด พูดง่ายๆว่า อารมณ์แบบไหนก็กินทั้งนั้น 2. กินแต่ของสำเร็จรูป เพราะหาง่าย อยู่ใกล้มือ ไม่ชอบกินของสด เพราะรู้สึกเหม็นเขียว ไม่อร่อย จืดชืด รสชาติไม่สะใจ ของสำเร็จรูปโดยเฉพาะฟาสต์ฟู้ดจะมีไขมัน แป้ง น้ำตาลค่อนข้างสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อ้วนได้หากรับประทานประจำ 3. กินแก้กลุ้ม กังวลมากไปก็หิวบ่อย เครียดมากไปก็กินบ่อย 4. กินของ "ว่าง" (ที่ไม่ว่าง) ทั้งวัน กินไปทำงานไป กินไปดูทีวีไป 5. กินเติมเต็มความสุขทางใจ ทางจิตวิญญาณ การกินเป็นเครื่องแสดงความมีบุญวาสนามีอันจะกิน กินดีอยู่ดี กินให้อ้วน แสดงว่ามีความอุดมสมบูรณ์ 6. กินตามบรรยายกาศ สุนทรียภาพ เช่น กินในที่สงบ ร่มรื่นเย็นสบาย จะกินได้มากเป็นพิเศษ หรือนักชิม ผู้ชอบในศิลปะการทำอาหารหรือการกินอาหาร ทำให้เกินนิสัย "กินเกิน"Ž 7. กินออกสังคม เช่น กินสังสรรค์ในหมู่เพื่อนญาติมิตรสหาย ในครอบครัวกับคนที่รู้ใจ จะทำให้กินได้นานและมากกว่าปกติ ดังนั้น ใครที่ไม่อยากอ้วนหรือจะลดน้ำหนักต้องระวังการกินในสถานการณ์ หรือวิถีการกินสู่ความอ้วนทั้ง 7 นี้ไว้ให้ดี ไม่เผลอตัวจนพุงยื่นออกมานอกตัว
    4 คำตอบ · การกินและการออกกำลังกาย · 4 ปีที่ผ่านมา
  • จำเป็นต้องออกเสียงในการสวดมนต์ไหม?

    คำตอบที่ดีที่สุด: สวด หมายถึง ก.ว่าเป็นทำนองอย่างพระสวดมนต์ เพราะฉนั้น"สวดมนต์"ก็ต้องออกเสียง ถ้าคิดในใจควรเรียกว่า"ตริตรอง หรือพิจารณา มนต์ มากกว่า" ประโยชน์ของการสวดมนต์ (ทางการแพทย์) เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: สวด หมายถึง ก.ว่าเป็นทำนองอย่างพระสวดมนต์ เพราะฉนั้น"สวดมนต์"ก็ต้องออกเสียง ถ้าคิดในใจควรเรียกว่า"ตริตรอง หรือพิจารณา มนต์ มากกว่า" ประโยชน์ของการสวดมนต์ (ทางการแพทย์) เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่พลังแห่งบทสวดนั้นจะเดินทางไปเยียวยาความเจ็บป่วยของเขาได้ ??? เพราะการสวด มนต์บำบัดทำให้เกิดทั้งคลื่นเสียงที่สามารถเดินทางลึกเข้าไปในสมอง และคลื่นไฟฟ้าที่ส่งกระจายไปในชั้นบรรยากาศไกลๆได้ การ สวดมนต์บำบัด คือหลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy หรือ Vibrational Medicine คือ การใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิ เก้าอี้ไฟฟ้า เครื่องนวดต่างๆ ก็เป็นVibrational Therapy เช่นกัน แต่เป็นคลื่นไฟฟ้าเชิงฟิสิกส์ ที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ต่างจาก สวดมนต์บำบัดซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ดัง นั้นมาดูพลังแห่งการสวดมนต์บำบัดกัน ว่าคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร ??? คลื่นแห่งการเยียวยา การ สวดมนต์ใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยา ซึ่งหากคลื่นเสียงที่มากระทบดังแบบไร้ระเบียบ คือประกอบด้วยเสียงที่มีความถี่ต่างๆกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดกลไกดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อหูของเราได้ยินเสียง บทสวด ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังศูนย์การได้ยินที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับ ก่อนส่งไปบริเวณก้านสมอง ซึ่งเมื่อได้รับคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาที ก็จะหลั่งสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์มากมาย เสียง สวดมนต์ด้วยสมาธิเป็นยา :ให้ผลกับร่างกายเอนกอนันต์ รอง ศาสตราจารย์ ดร. สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมดังนี้ “สมองของ เราเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้เซลล์ประสาทของระบบประสาทสมองสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายๆชนิด บริเวณก้านสมองจะหลั่งสารสื่อประสาทชื่อ ซีโรโทนิน (serotonin) เพิ่มขึ้นซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ ช่วยการเรียนรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น เมลาโทนิน ซึ่งเปรียบคล้ายกับยาอายุวัฒนะ เพราะจะช่วยยึดอายุการทำงานของเซลล์ประสาท เซลล์ร่างกาย ให้ชีวิตยืนยาวขึ้น และยังมีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับ เพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้เซลล์สดชื่นขึ้น รวมถึง โดปามีน มีฤทธิ์ลดความก้าวร้าวและอาการพาร์กินสัน นอกจากนี้ปริมาณของซีโรโทนินมีความสัมพันธ์ต่อการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อ ประสาทอื่นๆ เช่น อะเซทิลโคลีน ช่วยในกระบวนการเรียนรู้และความจำ ช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้ความดันลดลง และยังช่วยลดปริมาณ อาร์กินิน วาโซเปรสซิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความก้าวร้าว ความสมดุลของน้ำ และซีโรโทนินยังเข้าไปลดปริมาณของสารเคมีชนิดหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นของการ ทำงานของต่อมหมวกไตให้ลดลง ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานน้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และไม่เครียด ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น” ดัง นั้น จุดสำคัญจึงอยู่ที่ร่างกายจะสามารถสร้างสารสื่อประสาทได้หรือไม่ อาจารย์สมพรเสริมว่า “หลักการ สำคัญอยู่ที่หากมีสิ่งเร้า หลายๆประเภทเข้ามารบกวนกระบวนการทำงานของคลื่นสมองพร้อม ๆ กัน ทำให้สัญญาณคลื่นสมองเปลี่ยนไป การหลั่งสารสื่อประสาทจะสับสน ไม่มีผลในการเยียวยา สิ่งเร้านี้มาจากหลายส่วน ทั้งตัวเอง เช่น บางคนปากสวดมนต์ แต่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ก็ไม่ได้ประโยชน์ และการเกิดเสียงดังอื่นๆ เข้ามารบกวนขณะสวดมนต์ เพราะประสาทสัมผัสของมนุษย์รับรู้ได้ไวและอ่อนไหวมาก เรามีตัวประสาทรับสัญญาณมากมาย เรารับสิ่งเร้าได้ทั้งจากทางปาก ตา หู จมูก การเคลื่อนไหว และใจ เหล่านี้ทำให้สัญญาณคลื่นสมองสับสนและเปลี่ยนไป ร่างกายก็จะสร้างซีโรโทนินได้ไม่มากพอ” และ ไม่ใช่เฉพาะสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์เท่านั้นที่เราจะได้จากการสวดมนต์ แต่การสวดมนต์ยังทำให้อวัยวะต่างๆได้รับการกระตุ้น คล้ายกับการนวดตัวเองจากการเปล่งเสียงสวดมนต์ สวดมนต์กระตุ้นอวัยวะ อาจารย์ เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต อธิบายหลักการนี้ว่า “เวลาเราสวดมนต์นานๆ คำแต่ละคำจะสร้างความสั่นสะเทือนไม่เท่ากันตามฐานที่เกิดของเสียงหรือตาม วิธีเปล่งเสียง แม้ว่าเสียงจะออกมาจากปากเหมือนกัน แต่ว่าเสียงบางเสียงออกมาจากริมฝีปาก บางเสียงออกมาจากปุ่มเหงือก บางเสียงออกมาจากไรฟัน บางเสียงออกมาจากคอ ดังนั้น ถ้าเราสวดมนต์ถูกต้องตามฐานกรณ์จึงเกิดพลังของการสั่น” ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    7 คำตอบ · ศาสนาและจิตวิญญาณ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • คนไทยทำไมพูดภาษาอังกฦษไม่ค่อยเป็น?

    คำตอบที่ดีที่สุด: เรียนภาษาอังกฤษให้เก่งต้องทำยังไง? คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต ทักษะในการเรียนภาษา มี 4 อย่างคือ 1.ฟัง 2.พูด 3.อ่าน 4.เขียน การเรียนภาษาใดๆ ได้ดี เพื่อใช้ทักษะได้ครบ ทั้ง 4 ชนิดควรเรียนลำดับตามนี้ครับ คนไทยเรียนภาษาอังกฤษแล้วพูดไม่ได้ เพราะ ไม่ได้ฝึกฟังเสียงเจ้าของภาษามากเท่าที่ควร เพราะทั่วๆไปที่เห็น... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: เรียนภาษาอังกฤษให้เก่งต้องทำยังไง? คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต ทักษะในการเรียนภาษา มี 4 อย่างคือ 1.ฟัง 2.พูด 3.อ่าน 4.เขียน การเรียนภาษาใดๆ ได้ดี เพื่อใช้ทักษะได้ครบ ทั้ง 4 ชนิดควรเรียนลำดับตามนี้ครับ คนไทยเรียนภาษาอังกฤษแล้วพูดไม่ได้ เพราะ ไม่ได้ฝึกฟังเสียงเจ้าของภาษามากเท่าที่ควร เพราะทั่วๆไปที่เห็น เริ่มเขียน A b c เลย ไม่เคยฟังเลย เมื่อฟังไม่ได้ ก็ไม่ทราบว่า แต่ละศัพท์ออกเสียงถูกต้องได้อย่างไร อยากพูดเก่ง ก็ต้องฟังให้มาก อยากทำอะไรเก่งก็ต้องทำสิ่งนั้นให้มากพอ พยายามเริ่มจากหนังสือที่ง่ายที่สุด จะได้ไม่เบื่อที่ต้องค้นหาศัพท์มาก ทำอะไรก็ไม่พ้นความขยันหมั่นเพียรครับ -เหตุที่ให้เน้นการฟังก่อน เพราะการเรียนภาษาแม่(ภาษาของตัวเอง)ในโลก ล้วนเริ่มจากการฟัง พ่อแม่ พี่เลี้ยงพูดให้ฟังทั้งนั้น นั่นคือการเรียนภาษาที่ถูกต้องตามธรรมชาติครับ ค่อยๆเพิ่มการเรียนรู้ศัพท์ พร้อมโครงสร้างประโยคไปเรื่อยๆ - สังเกตการเรียนภาษาไทยของเด็ก เช่นกัน ค่อยๆ รู้คำศัพท์ แต่การรู้ศัพท์ใดๆ ควรรู้หน้าที่ของคำนั้นๆ ด้วย นอกจากดูแต่คำแปลเท่านั้น หน้าที่หมายถึง คำๆนั้น เป็น คำ noun,verb,adjective etc. ทำยังไงให้กล้าพูด ทำยังไงให้พูดภาษาเป็นเร็วๆ? คือว่าเราอยู่ประเทศสวิสเซอร์เเลนด์มา1ปีกว่าเเล้วยังพูดภาษาไม่ได้สักที เเต่เวลาฟังฝรั่งพูดอ่ะฟังออกนะเเต่เราเเค่พูดไม่ได้ เราไม่เข้าใจตัวเองเลย เราอ่ะอาจจะพูดได้เเต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวว่าคนอื่นจะฟังไม่ออก ทำไงดี คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเจ้าของคำถาม John Wilson" IN the same way as the learner cyclist will at first be clumsy and even fall off his bicycle, so will he language learner make mistakes and fail to say what he should say." เขาบอกการฝึกพูดภาษาก็เหมือนกันฝึกขี รถจักรยาน อาจล้มบ้างก็ธรรมดา เหมือนฝีกพูดภาษา อาจพูดผิดบ้าง ก็ธรรมดา เหมือนการฝึกว่ายน้ำ ฝึกว่ายน้ำบนบกนานเท่าไร ก็ว่ายน้ำไม่เป็นแน่นอน เหมือนกัน อยากพูดภาษาได้ก็ต้องฝึกบ่อยๆ ความจริงคุณมี่โอกาสมากที่จะฝึก เพราะอยู่ต่างประเทศ -ผมคิดว่าคุณฝึกพูดวันละ 5-6 ประโยคก็พอ กำหนดเลยว่า พรุ่งนี้จะไปพูดกับใคร แล้วเตรียมตัวให้ดี ฝึกให้ได้ทุกๆ วัน ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกวัน สัก 3 เดือนคุณจะก้าวหน้า มากกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาครับ -ทันโต เสฎโฐ มนุสเสสุ มนุษย์ที่ฝึกดีแล้ว เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ มนุษย์ถื่อว่าเป็นสัตว์ที่อ่อนแอที่สุด ต่างจากช้างม้าวัวควาย พอเกิดมาก็ช่วยตัวเองได้ แต่มนุษย์ ใช้เวลา 20-30 ปีกว่าจะช่วยตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ แต่ความวิเศษของมนุษย์ก็คือ มนุษย์ที่ฝึกดีแล้ว ความเจริญก้าวหน้าของโลก ทุกอย่าง แม้แต่อินเตอร์เนต ที่สามารถย่อโลกได้ ก็เกิดจากมนุษย์ที่ฝึกฝนตัวเองดีแล้วครับ หลักพระพุทธศาสนาเน้นการฝึกฝน พัฒนาตนเองมากครับ คนจะเป็นอะไรก็เพราะการฝึกทั้งสิ้น -อยากพูดภาษาได้เร็วต้องเริ่มด้วยการ คิดเป็นภาษาอังกฤษก่อน จะทำอะไรในชีวิตประจำวันก็คิดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดทุกเวลา ขั้นแรกเราจะได้คำศัพท์ พอได้ศัพท์แล้วก็สร้างประโยค แล้วฝึกพูดจริงๆ ทุกๆ วัน เช่นหิวก็คิดถึง Food กระหายก็คิดถึง water จะไปทำงานก็คิดถึง office จะไปห้องน้ำก็คิดถึง toilet จะอาบน้ำก็คิดถึง bathroom เป็นต้น ที่มา: The teaching of English by John wilson http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20110119203701AADBbcW
    10 คำตอบ · การสอน · 5 ปีที่ผ่านมา
  • แสงแดดมีประโยชน์ต่อผิวหน้าอย่างไร?

    คำตอบที่ดีที่สุด: แสงอาทิตย์มีประโยชน์มหาศาลต่อมวลมนุษย์ในด้านให้กำเนิดความร้อนและแสงสว่างในด้านแพทย์ ความร้อนจากแสงแดดมีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อโรค ด้านประโยชน์ต่อสุขภาพของร่างกายเมื่อแสงแดดสัมผัสผิวจะเกิดปฏิกิริยาการสร้างวิตามินซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกระดูก และความร้อนที่ได้จากแสงแดดสามารถกระตุ้นให้หลอดเลือดที่ผิวขยายตัวทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: แสงอาทิตย์มีประโยชน์มหาศาลต่อมวลมนุษย์ในด้านให้กำเนิดความร้อนและแสงสว่างในด้านแพทย์ ความร้อนจากแสงแดดมีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อโรค ด้านประโยชน์ต่อสุขภาพของร่างกายเมื่อแสงแดดสัมผัสผิวจะเกิดปฏิกิริยาการสร้างวิตามินซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกระดูก และความร้อนที่ได้จากแสงแดดสามารถกระตุ้นให้หลอดเลือดที่ผิวขยายตัวทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น โรคผิวหนังหลายชนิดเมื่อถูกแดดแล้วอาการดีขึ้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิทยาการก้าวหน้าของวิชาผิวหนังมนุษย์เริ่มสังเกตเห็นอันตรายของแสงแดดที่มีผิวหนัง โดยมีฤทธิ์ทำให้เซลล์มีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปและมีการสลายตัวของเซลล์บางชนิด ส่วนอันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแรงของแสง ระยะเวลาที่ถูกแสงและลักษณะของผิวแต่ละคน การเปลี่ยนแปลงของผิวแต่ละคน การเปลี่ยนแปลงของผิวเมื่อถูกแสงแดดมีตั้งแต่ผิวไหม้ ผิวตกกระ ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย ไปจนเกิดผลเสียร้ายแรงคือ เกิดมะเร็งผิวหนังได้ อาจมีผลต่อเซลล์ของเนื้อเยื่อตาทำให้ตาเป็นต้อเนื้อและต้อกระจก ช่วงแสงที่มีอันตรายต่อผิวหนังมากที่สุด ได้แก่ แสงอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งพบมากในช่วงเวลาที่แดดจัด ได้แก่ ตอนเที่ยง แต่แสงอัลตร้าไวโอเลต กว่าจะผ่านมาถึงผิวโลกจะถูกกรองด้วยสภาวะหลายอย่างในธรรมชาติเช่น เมฆ หมอก ไอน้ำ ฝุ่นละออง และมลภาวะในอากาส เพราะฉะนั้น ปริมาณแสงอัลตราไสโอเลตในเมืองจึงมีน้อยกว่าบริเวณที่อากาศบริสุทธิ์และปลอดโปร่ง เช่น ตามชายทะเล หรือกลางทะเล จะเห็นว่าผิวเกิดไหม้แดดได้ง่ายเมื่อเราไปเที่ยวเรือหรือนอนเล่นตามชายหาด ภาวะที่ฤดูแดดจัดจนผิวไหม้ แสบร้อนและลอกในเวลาต่อมา จัดเป็นฤทธิ์เฉียบพลันเมื่อไม่มีการตากซ้ำอีกผิวที่ไหม้ก็จะค่อย ๆ หายไป แต่ถ้าถูกแดดเป็นประจำ เช่น ผู้ที่มีอาชีพทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่ชอบนอน อาบแดดนาน ๆ เป็นประจำ ผู้ที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง ผิวที่ถูกแดดเป็นประจำจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเดิมเริ่มเกิดผิวสีคล้ำบริเวณนอกร่มผ้า เช่น เกิดรอยฝ้าที่หน้า ที่คอ ที่แขน ต่อมามีจุดดำสลับขาวที่เรารียกว่า “ตกกระ” นานเข้าผิวจะบางลง ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    3 คำตอบ · การแพทย์ทางเลือกใหม่ · 5 ปีที่ผ่านมา
  • ประจำเดือนมากะปิกะปอยหลังประจำเดือน?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ระดูเป็นเรื่องธรรมชาติ การมีระดูหรือมีรอบประจำเดือนถือเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิง ซึ่งเกิดจากการลอกหลุดของชั้นผิวด้านในของมดลูก และย่อยสลายเกิดเป็นเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์หรือภาวะปกติของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านั้นร่างกายของผู้หญิงได้มีการตระเตรียมสารอาหาร น้ำ... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ระดูเป็นเรื่องธรรมชาติ การมีระดูหรือมีรอบประจำเดือนถือเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิง ซึ่งเกิดจากการลอกหลุดของชั้นผิวด้านในของมดลูก และย่อยสลายเกิดเป็นเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์หรือภาวะปกติของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านั้นร่างกายของผู้หญิงได้มีการตระเตรียมสารอาหาร น้ำ และเกลือแร่ให้มาสะสมไว้ที่ผิวด้านในของมดลูก เพื่อเตรียมพร้อมถ้ามีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิ ทำให้เกิดตัวอ่อนขึ้น ตัวอ่อนนี้จะเดินทางมาฝังตัวที่ผนังด้านในของมดลูกที่อุดมไปด้วยสารอาหารและเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น แต่ถ้าในรอบประจำเดือนนั้นไม่มีการปฏิสนธิ ผนังมดลูกส่วนนี้ก็ไม่ได้รับการฝังตัวของตัวอ่อน ผนังมดลูกก็จะลอกออกมาเป็นรอบประจำเดือน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ ความหลากหลาย... ที่เป็นปกติของระดู เรื่องรอบประจำเดือนถือเป็นภาวะปกติของผู้หญิง แต่ละคนที่อาจแตกต่างกันไปบ้าง ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีรอบประจำเดือนหรือระดูมาสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของบางคนที่จะมีรอบประจำเดือนหรือระดูแตกต่างจากนี้ (เช่น บางคนอาจมา 30 วัน 45 วัน หรือ 60 วันก็เป็นได้) ซึ่งเป็นเรื่องปกติหรือเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้นั้น เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล คล้ายๆ กับสิ่งอื่นๆ ของร่างกายที่มีความแตกต่างหลากหลายไม่เหมือนกัน (ดังเช่น รูปร่างที่มีเตี้ยมีสูง ผิวมีขาวมีดำ ผมตรงหรือหยักศก เป็นต้น) ขอให้ระดูมาสม่ำเสมอก็แล้วกัน แต่รายที่รอบประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ จะต้องไปปรึกษาแพทย์ เมื่อมีรอบประจำเดือน หรือการลอกหลุดของผนังด้านในของมดลูก ก็ทำให้เกิดสารพรอสตาแกรนดิน (prostagrandin) และสารอื่นๆ ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย และบริเวณใกล้เคียง และอาจมีอาการปวดบิดเกร็งกล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะภายในได้ จึงทำให้เกิดอาการปวดรอบประจำเดือนขึ้น ปวดประจำเดือน... ปวดได้ทุกเดือน ปวดประจำเดือนเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยใน ผู้หญิงทุกรอบของการมีระดูหรือรอบประจำเดือน ประมาณว่ามีผู้หญิงถึงร้อยละ 70 จากผู้หญิงทุกคนปวดประจำเดือน นั่นคือผู้หญิง 7 ใน 10 คน เคยปวดประจำเดือน มีประสบการณ์รับรู้ความเจ็บปวด และทนทุกข์ทรมานกับการปวดประจำเดือนมาแล้ว ซึ่งแตกต่างกัน บางคนก็เป็นมากหรือมีอาการรุนแรงจนกระทั่งเสียงาน ทำงานไม่ได้ แต่บางคนก็เป็นเพียงเล็กน้อย อาการไม่รุนแรง และสามารถดำเนินชีวิตหรือทำงานได้ตามปกติ อาการปวดประจำเดือนหรืออาการปวดท้องน้อยที่สัมพันธ์กับการเป็นระดู อาจเกิดอาการปวดขึ้นก่อนหรือระหว่างการมีรอบประจำเดือน และจะคงอยู่อีก 2-3 วัน ก็จะหายกลับเป็นปกติ และอาการจะกลับมาเป็นใหม่ในรอบประจำเดือนต่อๆ ไป ส่วนใหญ่ของการปวดประจำเดือนเป็นชนิดไม่รุนแรง บางรายอาจมีอาการปวดรุนแรงมาก แต่บางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย บรรดาผู้ที่ปวดประจำเดือน พบว่าส่วนใหญ่มีอาการเป็นโรคชนิดนี้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจหายหรือทุเลาลงได้เอง หรือได้รับยาแก้ปวดบางชนิดก็ช่วยให้อาการดีขึ้น และไม่ส่งผลรบกวนต่อการทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ แต่มีผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยจะมีอาการ ปวดรอบประจำเดือนอย่างรุนแรง มักมีรอบประจำเดือนมามากร่วมด้วย จนกระทั่งส่งผลกระทบรบกวนต่อการทำงาน ทำให้ทำงานตามปกติไม่ได้ หรือต้องหยุดงาน หรือขาดเรียนได้ เมื่อปวดประจำเดือน มักมีอาการปวดบิดๆ บริเวณท้องน้อย หรือบริเวณช่องท้องตรงกลางใต้สะดือลงไปถึงหัวหน่าว บางรายอาจปวดบริเวณเอว หลัง หรือบั้นท้าย และบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดหัวได้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย มีรอบประจำเดือนมาปริมาณมาก มีรอบประจำเดือนมาหลายวัน สูบบุหรี่ และความเครียด ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดอาการปวดประจำเดือนมากยิ่งขึ้น ภาวะที่มีรอบประจำเดือน มีการสูญเสียเลือดทำให้ ภูมิคุ้มกันร่างกายของผู้หญิงลดต่ำลง เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย และที่พบบ่อยๆ คืออาการไข้ ตัวร้อน ร่วมกับการมีรอบประจำเดือน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าไข้ทับระดู ชนิดของการปวดประจำเดือน ดูเพิ่มทีลิงค์นะครับ
    3 คำตอบ · หนังสือและนักประพันธ์ · 5 ปีที่ผ่านมา
  • ช่วยแนะนำวิธีกินยาคุมหน่อยคร๊?

    คำตอบที่ดีที่สุด: มารู้เรื่องยาคุม “ดิฉันเพิ่งจะแต่งงาน ยังไม่พร้อมจะมีลูก จะกินยาคุมอย่างไหนดีคะ” “อุ๊ยตายแล้ว...ลืมกินยาคุมไปวันหนึ่งจะทำอย่างไรดี” “ผลเสียจากการกินยาคุมกำเนิดมีหรือเปล่าคะหมอ” “ซื้อยาคุมกำเนิดมากินเองจะได้ไหมคะ” ฯลฯ คงมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องยาคุมอีกมากมายสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย เพื่อให้คลายความสงสัย (จนอาจเครียด)... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: มารู้เรื่องยาคุม “ดิฉันเพิ่งจะแต่งงาน ยังไม่พร้อมจะมีลูก จะกินยาคุมอย่างไหนดีคะ” “อุ๊ยตายแล้ว...ลืมกินยาคุมไปวันหนึ่งจะทำอย่างไรดี” “ผลเสียจากการกินยาคุมกำเนิดมีหรือเปล่าคะหมอ” “ซื้อยาคุมกำเนิดมากินเองจะได้ไหมคะ” ฯลฯ คงมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องยาคุมอีกมากมายสำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย เพื่อให้คลายความสงสัย (จนอาจเครียด) เรื่องน่ารู้’ ‘ฉบับนี้จะขอพาท่านไปพบกับศาสตราจารย์นายแพทย์สุพร เกิดสว่าง หัวหน้าหน่วยวิจัยการวางแผนครอบครัว ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในเรื่อง ‘มารู้เรื่องยาคุม’ เพื่อจะได้ทราบเกี่ยวกับเรื่องยาคุมกำเนิดว่ามีชนิดใดบ้าง และควรใช้อย่างไร ⇒ ยาคุมกำเนิด มีกี่ชนิด อะไรบ้าง มี 3 ชนิด คือ 1. ยาชนิดรวม 2. ยาชนิดเดี่ยว ขนาดต่ำ 3. ยาชนิดใช้หลังร่วมเพศ ⇒ แต่ละชนิดมีคุณสมบัติอย่างไร 1. ยาชนิดรวม ในแต่ละเม็ดมีฮอร์โมน 2 ชนิด รวมกันคือเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดนี้ มีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ในผู้หญิง เมื่อไม่มีไข่ตกแม้จะมีการร่วมเพศก็ไม่ตั้งครรภ์ ยาชนิดรวมนี้ยังแบ่งย่อยเป็น 2 ชนิด คือ ก. ชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนในยาแต่ละเม็ดเท่ากันหมด คือถ้าเป็นประเภทที่บรรจุแผงละ 21 เม็ด มีตัวยาและขนาดยาเหมือนกันหมดนั้นเอง ชนิดนี้มีใช้กันมากที่สุดในขณะนี้ มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง ข. ชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนในยาไม่เท่ากัน เมื่อผู้ใช้กินยานี้ตามลำดับเม็ดที่ระบุบนแผง หรือตามที่แพทย์แนะนำ ปริมาณฮอร์โมนของยาที่ได้รับจะคล้ายคลึงกับระดับของฮอร์โมนในรอบประจำเดือนตามธรรมชาติ เหตุที่มีการคิดค้นยาชนิดนี้ขึ้นมาใช้ก็เพื่อลดผลข้างเคียงที่พบในยาชนิด ก. (จริงๆพบไม่มาก) ให้เกิดน้อยที่สุด เนื่องจากเป็นยาสูตรใหม่ จึงยังไม่แพร่หลายและราคาแพงกว่าชนิดแรก ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    5 คำตอบ · โทรศัพท์บ้าน · 5 ปีที่ผ่านมา
  • English Help!! What does "A heart easily stirred to concern" means?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ช่วยพิมพ์เพิ่มประโยคข้างหน้า และ หลังประโยคนี้ จะได้ความที่ชัดเจน เพราะการแปลภาษา ต้องอาศัยเนื้อความของเรื่องที่อ่านเป็นหลัก เพราะศัพท์แต่ละศัพท์สามารถแปลได้หลาย อย่างขึ้นอยู่กับ เรื่องครับ
    คำตอบที่ดีที่สุด: ช่วยพิมพ์เพิ่มประโยคข้างหน้า และ หลังประโยคนี้ จะได้ความที่ชัดเจน เพราะการแปลภาษา ต้องอาศัยเนื้อความของเรื่องที่อ่านเป็นหลัก เพราะศัพท์แต่ละศัพท์สามารถแปลได้หลาย อย่างขึ้นอยู่กับ เรื่องครับ
  • สงสัยคำว่าแพทย์แผนโบราณกับแพทย์แผนไทยเหมือนกันไหมครับ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: การแพทย์แผนไทยจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา การแพทย์แผนไทย หรือมักเป็นที่รู้จักกันว่า การแพทย์แผนโบราณ เป็นความพยายามจะอธิบายภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ทั้งสภาวะปกติ และสภาวะที่ผิดปกติ (เป็นโรค) โดยใช้ทฤษฎีความสมดุลของธาตุต่าง ๆ ในร่างกายเข้ามาอธิบาย ผสมผสานองค์ความรู้จากวัฒนธรรมอินเดีย พุทธศาสนา... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: การแพทย์แผนไทยจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา การแพทย์แผนไทย หรือมักเป็นที่รู้จักกันว่า การแพทย์แผนโบราณ เป็นความพยายามจะอธิบายภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ทั้งสภาวะปกติ และสภาวะที่ผิดปกติ (เป็นโรค) โดยใช้ทฤษฎีความสมดุลของธาตุต่าง ๆ ในร่างกายเข้ามาอธิบาย ผสมผสานองค์ความรู้จากวัฒนธรรมอินเดีย พุทธศาสนา และองค์ความรู้ที่ถูกพัฒนาขึ้นเองโดยครูการแพทย์แผนไทย คือ ชีวกโกมารภัจจ์[ต้องการอ้างอิง] การแพทย์แผนไทย อาจหมายถึง กระบวนการทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ การผดุงครรภ์ การนวดไทย และหมายความรวมถึงการเตรียมการผลิตยาแผนไทย ประดิษฐ์อุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ โดยอาศัยความรู้หรือตำราที่ได้ถ่ายทอดและสืบต่อกันมา[1] การแพทย์แผนไทยอาจจะไม่มีองค์ความรู้ด้านกลไกการเกิดโรค และเทคนิคทางศัลยกรรมมากนัก แต่ต้องมีองค์ความรู้ด้านกลวิธีทางคลินิก เช่น การซักประวัติ และการรักษาด้วยยา เพียงแต่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ทางคลินิก (Evidence-based clinical knowledge) ซึ่งก็มาจากกฎข้อบังคับตามใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ที่ว่า "มิให้แพทย์แผนไทยกระทำการอันเป็นวิทยาศาสตร์ใด ๆ" นั่นเอง ทำให้ไม่สามารถมีการตั้งสมมุติฐานและวิจัยได้อย่างเต็มที่ ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    5 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาพ · 5 ปีที่ผ่านมา
  • เพื่อนแท้เป็นเช่นไรหรือ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: (๑๐) มิตรแท้ ๔ จำพวก ๑. มิตรมีอุปการะ. ๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์. ๓. มิตรแนะประโยชน์. ๔. มิตรมีความรักใคร่. มิตร ๔ จำพวกนี้ เป็นมิตรแท้ ควรคบ. ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑. -------------------------------------- (๑๑) มิตรมีอุปการะ มีลักษณะ ๔ ๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว. ๒. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว. ๓. เมื่อมีภัย... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: (๑๐) มิตรแท้ ๔ จำพวก ๑. มิตรมีอุปการะ. ๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์. ๓. มิตรแนะประโยชน์. ๔. มิตรมีความรักใคร่. มิตร ๔ จำพวกนี้ เป็นมิตรแท้ ควรคบ. ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑. -------------------------------------- (๑๑) มิตรมีอุปการะ มีลักษณะ ๔ ๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว. ๒. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว. ๓. เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้. ๔. เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก. ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑. -------------------------------------- (๑๒) มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีลักษณะ ๔ ๑. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน. ๒. ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย. ๓. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ. ๔. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้. ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑. -------------------------------------- (๑๓) มิตรแนะประโยชน์ มีลักษณะ ๔ ๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว. ๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี. ๓. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง. ๔. บอกทางสวรรค์ให้. ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑. -------------------------------------- (๑๔) มิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะ ๔ ๑. ทุกข์ ๆ ด้วย. ๒. สุข ๆ ด้วย. ๓. โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน. ๔. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน. ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๒
    4 คำตอบ · เพื่่อน · 5 ปีที่ผ่านมา