• อยู่ ต่างประเทศ ต้องการขายคอนโดที่กรุงเทพ มอบอำนาจให้คนอื่น ขายแทนได้หรือไม่ โดยที่ไม่ต้องกลับเมืองไทย?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ได้แน่นอนครับ...ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก เราสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ แต่ต้องให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้องเท่านั้นนะครับ เพราะการมอบอำนาจ หมายถึง กรณีที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า “ตัวการ” แต่งตั้งบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า “ตัวแทน” โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้มีอำนาจทำการแทนตามที่ได้ตกลงกันไว้โดยจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ ... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ได้แน่นอนครับ...ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก เราสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ แต่ต้องให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้องเท่านั้นนะครับ เพราะการมอบอำนาจ หมายถึง กรณีที่บุคคลหนึ่งเรียกว่า “ตัวการ” แต่งตั้งบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า “ตัวแทน” โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้มีอำนาจทำการแทนตามที่ได้ตกลงกันไว้โดยจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ - ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์บัญญัติเรื่องตัวแทนไว้ตามมาตรา ๗๙๗ ถึง มาตรา ๘๓๒ - การดำเนินการเรื่องหนังสือมอบอำนาจกรมที่ดินได้วางหลักปฏิบัติไว้ตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการมอบอำนาจให้ทำการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมหรือกิจการอื่นเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๕๔๗ ซึ่งคุณผู้ถามสามารถหารายละเอียดได้จากลิงค์นี้เลยนะครับ http://www.dol.go.th/dol/images/medias/dol/example/lo/smt/handbook/november/news2.htm ซึ่งการมอบอำนาจให้ตัวแทนมาดำเนินการเกี่ยวกับการขายคอนโดมิเนียมของเรานั้น เราจะสามารถเลือกใช้บุคคลหรือนิติบุคคล (บริษัทที่เชี่ยวชาญการขายคอนโดฯ) ก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดในการขายของเรา แต่ที่สำคัญที่สุด เราจำเป็นจะต้องเลือกบุคคลหรือนิติบุคคลที่เราสามารถไว้วางใจเขาได้จริงๆเท่านั้น ฉะนั้น เราจึงควรเริ่มจากญาติหรือเพื่อนสนิทของเราก่อน เพราะอย่างน้อยจะได้มีตัวอ้างอิงไว้ได้บ้าง แต่ถ้าไม่มีใครเลยจริงๆ ก็ให้ไปติดต่อกับนิติบุคคลอาคารชุดที่ดูแลคอนโดฯของเราดูซิครับ ผมว่าเขาน่าจะให้การช่วยเหลือและแนะนำอะไรดีๆให้แก่เราได้เป็นแน่ เพราะเขาเป็นศูนย์กลางข้อมูลทั้งของผู้อยู่อาศัยและผู้มาติดต่อคอนโดฯนั้นอยู่แล้ว รับรองตรงเป้าหมายแน่นอน... โชคดีนะครับ ขอให้ขายได้ราคาและปลอดภัยจากภัยคดโกงในทุกกรณี...เลยนะครับ
    3 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับบ้านและสวน · 6 ปีที่ผ่านมา
  • กล้วยใครโดนน้ำท่วมบ้างไหม?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ผมมิได้ปลูกกล้วยไว้ในบ้านหรือมีสวนกล้วยแต่อย่างใด ฉะนั้น ผมจึงไม่มีผลกระทบโดยตรงจากกล้วยเลย แต่ก็มิอาจปฎิเสธได้ว่า กล้วยมีผลกระทบรอบตัวของเราจากสภาวะเศรษฐกิจไทยทดถอยอันเนื่องมาจากสาเหตุนํ้าท่วมครั้งใหญ่ในครั้งนี้ไปได้...อย่างแน่นอน อ.เบญจมาศ ศิลาย้อย และ อ.ฉลองชัย แบบประเสริฐ แห่งภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ผมมิได้ปลูกกล้วยไว้ในบ้านหรือมีสวนกล้วยแต่อย่างใด ฉะนั้น ผมจึงไม่มีผลกระทบโดยตรงจากกล้วยเลย แต่ก็มิอาจปฎิเสธได้ว่า กล้วยมีผลกระทบรอบตัวของเราจากสภาวะเศรษฐกิจไทยทดถอยอันเนื่องมาจากสาเหตุนํ้าท่วมครั้งใหญ่ในครั้งนี้ไปได้...อย่างแน่นอน อ.เบญจมาศ ศิลาย้อย และ อ.ฉลองชัย แบบประเสริฐ แห่งภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการสำรวจพันธุ์กล้วยในประเทศไทย และรวบรวมพันธุ์ไว้ที่สถานีวิจัยปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยได้รวบรวมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันจนพบว่าสายพันธุ์กล้วยไทยมีอยู่ถึง ๗๑ พันธุ์ รวมทั้งกล้วยป่าและกล้วยประดับด้วย ทั้งนี้ไม่นับรวมพันธุ์กล้วยที่ได้มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศที่มีอยู่อีกหลายพันธุ์ ซึ่งในจำนวนนี้จะรวมถึงกล้วยปลูกไทยพันธุ์ต่างๆไว้ด้วยแล้ว และตามวัฒนธรรมไทยมาแต่โบราณนั้น กล้วยก็เป็นอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนไทย ประเทศไทยจึงได้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายเป็นอย่างมากในทุกภาคของประเทศ เพราะปลูกได้ง่าย จนกระทั่งประเทศไทยก็ได้ถูกนับให้เป็นผู้ส่งออกกล้วยรายใหญ่รายหนึ่งของโลกไปด้วย โดยเฉพาะกล้วยหอมทั้งพันธุ์ไทยแท้และพันธุ์จากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้นว่ากล้วยจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของไทยก็ตามที แต่นั้นก็ยังไม่สำคัญไปกว่าข้าวของไทยที่สามารถนับได้เลยว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อสภาวะเศรษฐกิจของชาติขนานแท้กันเลย เพราะสามารถดูได้จากจำนวนบริโภคทั้งภายในประเทศเองและตามจำนวนส่งออกที่มีปริมาณสูงเป็นอันดับต้นๆของไทย ดังนั้น แม้นว่าในระยะนี้กล้วยไทยอาจจะมีราคาแพงขึ้น อันเนื่องมาจากสภาวะน้ำท่วมใหญ่ก็จริงอยู่ แต่ผมเองก็ยังเชื่อมั่นอยู่ดีว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้านี้ที่อาจจะมีการเติบโตที่ลดลงไปจนถึง 2% หรืออาจจะน้อยไปกว่านั้น ก็คงจะไม่ใช่มาจากปัจจัยของ "กล้วยไทยล่ม" เป็นแน่ ซึ่งถ้าจะเป็นไปได้จริงๆก็อาจจะมีผลกระทบอยู่บ้างก็ตรงที่กล้วยเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมทั้งหมดที่มาจากพืชเศรษฐกิจของไทยเราเสียมากกว่า...กระมังล่ะครับ http://guru.sanook.com/enc_preview.php?id=2864
    2 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับบ้านและสวน · 6 ปีที่ผ่านมา
  • Do you want to travel in a country like this?

    คำตอบที่ดีที่สุด: Yes, I want to go there for my experience. It's amazing so much the same at roundabouts simply because the traffic is still the same - extremely hectic. Entering the roundabout is easy, leaving it can get hairy because you have to make sure the traffic coming into the roundabout are aware of your movements, generally they will... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: Yes, I want to go there for my experience. It's amazing so much the same at roundabouts simply because the traffic is still the same - extremely hectic. Entering the roundabout is easy, leaving it can get hairy because you have to make sure the traffic coming into the roundabout are aware of your movements, generally they will see you and will slow down for you, in cases where you are caught of guard and you have to completely stop, just move slowly and keep your face onto the oncoming traffic, just like pedestrians, they move around you….hahah I think that is “The selling point of Vietnam” because it is different from all country in the world. so every body must go there in one time of one life.
    1 คำตอบ · การบำรุงและการซ่อมแซม · 6 ปีที่ผ่านมา
  • การใช้กล้องแคนนอนEOS60Dแบบภาษาไทย?

    คำตอบที่ดีที่สุด: โดยส่วนตัวผมจะใช้กล้องของแคนนอนมาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นอันนาลอคธรรมดาอยู่เลย แต่มาระยะกลับหลังหันมาเล่นกล้องดิจิตอลแบบขนาดย่อมลงที่ยังคงประสิทธิภาพเทียบเท่ากล้องใหญ่ทั่วไปกันแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อลงภาระในการแบกให้น้อยลงตามอายุของผู้ใช้ที่มีวันแต่จะเพิ่มขึ้นจนเรี่ยวแรงลดลงไปซะแล้ว ซึ่งผมเองได้หันมาใช้กล้องซัมซุงรุ่น NX10 ขนาด 14.6 MEGA... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: โดยส่วนตัวผมจะใช้กล้องของแคนนอนมาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นอันนาลอคธรรมดาอยู่เลย แต่มาระยะกลับหลังหันมาเล่นกล้องดิจิตอลแบบขนาดย่อมลงที่ยังคงประสิทธิภาพเทียบเท่ากล้องใหญ่ทั่วไปกันแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อลงภาระในการแบกให้น้อยลงตามอายุของผู้ใช้ที่มีวันแต่จะเพิ่มขึ้นจนเรี่ยวแรงลดลงไปซะแล้ว ซึ่งผมเองได้หันมาใช้กล้องซัมซุงรุ่น NX10 ขนาด 14.6 MEGA PIXELS ที่มีฟังส์ชั่นอย่างครบถ้วนที่ไม่แพ้ใครๆเลยล่ะครับ แต่เอาเถอะ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่คอเดียวกันไปซะแล้ว ผมก็ยังอดใส่ใจด้วยไม่ได้อยู่ดี ก็เพราะด้วยยังถือตัวเองว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ขาเก่าแคนนอนอยู่บ้างล่ะหน่า ซึ่งก็พอยังจะมีข้อมูลเกี่ยวกับกล้องแคนนอนอยู่บ้างตลอด เพราะถึงแม้จะใช้กล้องต่างยี่ห้อกันไปแล้ว การศึกษาการใช้กล้องอื่นๆไว้บ้างก็จะเป็นประโยชน์ที่สามารถเอื้อต่อการใช้กล้องของตนเองได้เสมอ ดังนั้น คู่มือภาษาไทยของกล้องแคนนอนรุ่น EOS60D นี้ ผมขอแนะนำให้เข้ามาดูในลิงค์นี้ได้เลยนะครับ เพราะจะเป็นฉบับสมบูรณ์ที่เป็นภาษาไทยตามที่คุณผู้ถามต้องการ โดยให้กดอ่านไปทีละหน้าเหมือนสมุดคู่มือจริงๆเลยล่ะครับ...ลองดูนะครับ http://www.flipbooksoft.com/book/1597/canon-eos-60d-manual-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2#/page/?id=0 หวังว่าคงจะตรงใจผู้รักการถ่ายภาพด้วยกัน และขอให้สนุกกับการถ่ายภาพอย่างเต็มที่ด้วยเลย...นะครับ
  • ซ่อมบ้านหลังนำ้ท่วมอย่างไรดี?

    คำตอบที่ดีที่สุด: อย่างไรเสียบ้านโดนนํ้าท่วมก็ยังดีกว่าบ้านโดนไฟไหม้เป็นไหนๆ เพราะอย่างน้อยก็ยังเหลือซากไว้ให้เราปรับปรุงและซ่อมแซมได้ แถมยังสามารถใช้งบประมาณตามอัตภาพของเราได้ซึ่งก็คงไม่มากมายอะไรนัก...เอาสู้สู้ การซ่อมแซมบ้านหลังนํ้าท่วมควรปฏิบัติดังนี้...ถ้าจะให้ดี ก็คือ 1. ให้เข้าไปสำรวจบ้านหลังนํ้าลดเรียบร้อยแล้วจะดีที่สุด เพราะปลอดภัย... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: อย่างไรเสียบ้านโดนนํ้าท่วมก็ยังดีกว่าบ้านโดนไฟไหม้เป็นไหนๆ เพราะอย่างน้อยก็ยังเหลือซากไว้ให้เราปรับปรุงและซ่อมแซมได้ แถมยังสามารถใช้งบประมาณตามอัตภาพของเราได้ซึ่งก็คงไม่มากมายอะไรนัก...เอาสู้สู้ การซ่อมแซมบ้านหลังนํ้าท่วมควรปฏิบัติดังนี้...ถ้าจะให้ดี ก็คือ 1. ให้เข้าไปสำรวจบ้านหลังนํ้าลดเรียบร้อยแล้วจะดีที่สุด เพราะปลอดภัย เดินทางง่าย และจะไม่ซํ้าซ้อนจากการท่วมซํ้าซากเพื่อจะได้ไม่เสียเงินเกินความจำเป็น 2. สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ การสำรวจระบบไฟฟ้าเสียก่อน เพื่อป้องกันไฟฟ้าดูด หากมีอะไรเสียหายต้องซ่อมก่อนเลย 3. สำรวจความเสียหายอื่นๆทั้งรอยงัดแงะและความเสียหายจากนํ้า พร้อมถ่ายภาพความเสียหายเหล่านั้นให้ครบถ้วน (หากมีขโมยเข้าให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจไว้เป็นหลักฐานด้วย) เพื่อดำเนินการขอรับเงินชดเชยจากภาครัฐตามกรณี (ถึงน้อยก็ให้เอาไว้ก่อน) 4. ทำความสะอาดบ้านทั้งหลัง พร้อมสำรวจความเสียหายของบ้านที่ต้องการจะซ่อมไปในตัวตามลำดับความสำคัญในการซ่อมเผื่อเงินน้อยจะได้เลือกซ่อมตามความจำเป็นก่อนหลัง 5. สำรวจเงินในกระเป๋าของเราเองว่ามีมากพอจะให้ใช้ซ่อมแซมได้มากน้อยสักแค่ไหน เป็นการวางแผนเพื่อมิให้บานปลายในภายหลัง 6. เริ่มซ่อมบ้านในส่วนที่ชำรุดทุกจุดให้เรียบร้อยเสียก่อน 7. แล้วจากนั้น ค่อยมาทาสีใหม่ทั้งหมด (ทั้งภายในภายนอกหรือตามสภาพที่เสียหาย) เพื่อให้บ้านของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการซ่อมแซมบ้านนั้น คุณ Labor of Love ได้แนะนำลิงค์ที่น่าสนใจไว้ใน "รู้รอบ" แล้ว ลองเข้าไปศึกษาดูก่อนน่าจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง...เลยล่ะครับ ตามนี้ครับ http://th.answers.yahoo.com/question/index;_ylt=Akvq25fPJ3gPCNpQ1vwjlRlxTAx.;_ylv=3?qid=20111111192623AAtAceB
    5 คำตอบ · การบำรุงและการซ่อมแซม · 6 ปีที่ผ่านมา
  • การถอนสายบัวเป็นมาอย่างไรและเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด?

    คำตอบที่ดีที่สุด: "การถอนสายบัว” เป็นวิธีถวายความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ของสุภาพสตรีตามแบบสากลนิยม ด้วยการยืนตัวตรง หันหน้าไปทางพระองค์ท่าน วาดเท้าข้างใดข้างหนึ่งตามถนัดไปข้างหลัง พร้อมกับย่อตัวลง ลำตัวตรง หน้าตรง ปล่อยแขนตรงแนบลำตัว สายตาทอดลง เสร็จแล้วยืนตัวตรงลักษณะเดิม หรือตามแบบพระราชนิยม ด้วยการยืนตรง หันหน้าไปทางพระองค์ท่าน... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: "การถอนสายบัว” เป็นวิธีถวายความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ของสุภาพสตรีตามแบบสากลนิยม ด้วยการยืนตัวตรง หันหน้าไปทางพระองค์ท่าน วาดเท้าข้างใดข้างหนึ่งตามถนัดไปข้างหลัง พร้อมกับย่อตัวลง ลำตัวตรง หน้าตรง ปล่อยแขนตรงแนบลำตัว สายตาทอดลง เสร็จแล้วยืนตัวตรงลักษณะเดิม หรือตามแบบพระราชนิยม ด้วยการยืนตรง หันหน้าไปทางพระองค์ท่าน วาดเท้าข้างใดข้างหนึ่งไปข้างหลังเล็กน้อยตามถนัด พร้อมกับย่อตัวลง ขณะที่วาดเท้าให้ยกมือทั้งสองข้างขึ้นวางประสานกันบนขาหน้าเหนือเข่า ค้อมตัวเล็กน้อยทอดสายตาลง เสร็จแล้วยืนขึ้นในลักษณะเดิม ซึ่งทั้งสองแบบนี้ไทยเราก็ได้เลียนแบบมาจากราชสำนักในประเทศแถบยุโรปดั้งเดิมมา ที่เค้ามีกำเนิดกันมาตั้งแต่ยุคโรมันกันเลย โดยฝ่ายชายจะใช้การปลดชิ้นส่วนของเครื่องแต่งกายที่เป็นกิริยาแสดงความเคารพอันเป็นที่ยอมรับกัน และคนโรมันเวลาจะเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ก็จะถอดรองเท้าก่อน ต่อมาจึงได้ถือเป็นประเพณีที่คนต่ำกว่าจะต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านของผู้ที่สูงศักดิ์กว่า จนในยุคปัจจุบันก็ยังมีการปฏิบัติเช่นนี้กันอยู่ในประเทศอังกฤษ ส่วนผู้หญิงก็จะถอดถุงมือเวลาแนะนำตัวต่อบุคคลในราชวงศ์ แต่ความจริงก็ยังมีกิริยาอื่นๆอีก 2 อย่างที่ใช้แสดงเวลาพบกัน นั่นก็คือการโค้งคำนับของผู้ชาย และการถอนสายบัวของผู้หญิง ซึ่งถือเป็นการแสดงการยอมจำนนหรือแสดงความเคารพนับถือกัน นั่นเอง นอกจากนี้แล้ว "การถอนสายบัว" นี้ยังมีที่มาจากการคุกเข่าต่อหน้าพระเจ้า โดยเฉพาะชาวคริต์สทั้งหลายจะต้องย่อตัวก้มลงจุมพิตแหวนประจำพระองค์ของพระสันตปาปาหรือของพระสงฆ์ราชาคณะต่างๆกันเสมอมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในสมัยโรมันกันมาแล้ว ส่วนในเมืองไทยของเรานั้น เราก็ได้เห็นการถวายความเคารพต่อพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ด้วย "การถอนสายบัว" ของชาวต่างชาติกันมาแล้วตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 จนมาเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขี้นในยุคของรัชกาลที่ 4 ที่มีแหม่มแอนนามาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสยามนี่เอง แต่คนไทยก็ยังไม่ใช้วิธีถอนสายบัวตามแบบฝรั่งกันอยู่ดี เพราะเราเองยังคงปกครองด้วยระบบสมบูรณายาสิทธิ์ราชแบบเต็มขั้นกันอยู่ จวบจนมาถึงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพ.ศ. 2475 เราจึงได้มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามแบบสากลมากขึ้นในทุกเรื่อง เพื่อพัฒนาเมืองให้เป็นประเทศที่สิริวิไลต์แล้วตามแบบอารยประเทศกันบ้าง นั่นเอง คำว่า “ถอนสายบัว” ได้เกิดขึ้นจากการบัญญัติศัพท์แบบไทยๆ ที่มักนิยมเอาอากัปกริยาที่คล้ายคลึงกันมาเรียกขาน ให้ง่ายแก่ความเข้าใจด้วยการจำลองภาพของการก้มลงถอนสายบัวในสระน้ำที่คนไทยเราได้เห็นกันอยู่บ่อยๆจนเคยชินกันแล้ว มาแทนการเรียกตามแบบฝรั่งที่ยากต่อการออกเสียงของคนไทยว่า "curtsy" (เคอร์ท'ซี) จนกลายเป็นคำแปลอย่างเป็นทางการว่า n.การถอนสายบัว และ vi.ถอนสายบัว ไปในที่สุด อย่างไรก็ตาม ไทยเราก็พึ่งจะมีบัญญัติธรรมเนียมปฎิบัติที่เป็นทางการกันจริงๆในปีพ.ศ. 2549 โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้จัดทำองค์ความรู้เรื่อง "มารยาทไทย" ประกอบด้วยการกำหนดความหมาย ขอบข่าย ลำดับความสำคัญ และการปรับปรุงรายละเอียดการปฏิบัติท่ามารยาทไทยในเรื่องการแสดงความเคารพ ซึ่งได้จัดทำโดยคณะกรรมการดำเนินงานด้านมารยาทไทย ตามคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่ 635/2549 ลงวันที่ 13 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาไม่นานนักนี่เอง โดยได้เรียกการแสดงความเคารพของฝ่ายหญิงอย่างเป็นทางการนี้ว่า “การถอนสายบัว” ...กันไงล่ะครับ
    4 คำตอบ · ประเพณี · 6 ปีที่ผ่านมา
  • รบกวนหาความหมายของชื่อ ณสุดา?

    คำตอบที่ดีที่สุด: “ณสุดา” ไม่มีความหมายอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่หากแยกคำกันแล้วจะพบความหมายที่เป็นทางการได้ดังนี้ คือ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า “ณ” จะมี 2 ความหมาย คือ 1. พยัญชนะตัวที่ 19 นับเป็นพวกอักษรตํ่า ใช้เป็นตัวสะกดในแม่กนในคําที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต เช่น คุณบัณฑิต เป็นต้น 2. [นะ] บ. ใน, ที่,... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: “ณสุดา” ไม่มีความหมายอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่หากแยกคำกันแล้วจะพบความหมายที่เป็นทางการได้ดังนี้ คือ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า “ณ” จะมี 2 ความหมาย คือ 1. พยัญชนะตัวที่ 19 นับเป็นพวกอักษรตํ่า ใช้เป็นตัวสะกดในแม่กนในคําที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต เช่น คุณบัณฑิต เป็นต้น 2. [นะ] บ. ใน, ที่, เป็นคําบ่งเวลาหรือสถานที่ว่า ตรงนั้นตรงนี้ ถ้าใช้นําหน้าสกุล หมายความว่า แห่ง เช่น ณ อยุธยา, ณ ระนอง เป็นต้น และตามพจนานุกรม ไทย-ไทย ฉบับ อ.เปลื้อง ณ นคร คำว่า “สุดา” จะมีคำแปลว่า (มค. สุตา) น. ลูกสาว, หญิงสาว ดังนั้น หากนำคำทั้งสองนี้มารวมกัน (ณ+สุดา) ก็จะเป็นคำว่า “ณสุดา” จึงน่าจะมีความหมายหรือคำแปลได้ว่า ลูกสาว (หญิงสาว) ผู้เป็นที่ตั้ง, เพื่อลูกสาว (หญิงสาว) ,ลูกสาว (หญิงสาว) คือทุกสิ่ง หรือลูกสาว (หญิงสาว) ผู้เป็นที่สุด
    3 คำตอบ · การตั้งชื่อเด็ก · 6 ปีที่ผ่านมา
  • สีทาภายในของแต่ละยี่ห้อต่างกันมากมั้ยคะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ตามที่คุณผู้ถามได้นำเอาสีทาภายในทั้ง 3 ยี่ห้อมาเป็นคำถามให้เปรียบเทียบนั้น เป็นสีที่ดีมีคุณภาพสูง ระดับ “พรีเมี่ยม” เหมือนกันอยู่แล้ว แถมยังเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้กันทั้งสิ้นอีกด้วย ฉะนั้นเราจึงสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 3 ยี่ห้อกันเลยล่ะครับ เพราะเป็นสีทาภายในที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่กันแล้วทั้งสิ้น... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ตามที่คุณผู้ถามได้นำเอาสีทาภายในทั้ง 3 ยี่ห้อมาเป็นคำถามให้เปรียบเทียบนั้น เป็นสีที่ดีมีคุณภาพสูง ระดับ “พรีเมี่ยม” เหมือนกันอยู่แล้ว แถมยังเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้กันทั้งสิ้นอีกด้วย ฉะนั้นเราจึงสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 3 ยี่ห้อกันเลยล่ะครับ เพราะเป็นสีทาภายในที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่กันแล้วทั้งสิ้น แต่ถ้าจะให้เลือกเอายี่ห้อไหนเป็นพิเศษกันนั้น เราก็คงจะต้องดูที่งบประมาณของเราเป็นหลักสำคัญ เพราะสีทาภายในทั้ง 3 ยี่ห้อนี้สนุนราคาของแต่ละยี่ห้อเค้าจะถูกแพงไม่เท่ากันเลย แต่ถ้าเราเองไม่เกี่ยงงอนในเรื่องของงบประมาณกันแล้วล่ะก้อ...ผมก็อยากให้ลองมาดูที่ข้อเปรียบเทียบที่ผมจะนำเสนอให้ลองตัดสินใจดูกันอีกที ดังนี้ คือ 1. ผลิตภัณฑ์ "นิปปอน แอร์แคร์” (Nippon Air Care) เป็นสีทาภายในระดับ "พรีเมี่ยม" รุ่นใหม่ล่าสุด ที่โดดเด่นไปด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถดูดซับ “สารฟอร์มัลดีไฮด์” (Formaldehyde) โดยเค้าได้ผลิตขึ้นมาเพื่อจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่ห่วงใยใส่ใจสุขภาพเป็นสำคัญเลยล่ะครับ 2. ผลิตภัณฑ์ “เบเยอร์ชิลด์ โฟโต้คลีน” (Beger Shield Photo Clean) ของเค้าได้ยืนยันว่าของเค้าเป็นสี “ฟอกอากาศ” เลยล่ะ ที่สามารถกำจัดสารพิษพร้อมฆ่าเชื้อโรค และสลายคราบสกปรกได้ด้วยตนเองด้วยเทคโนโลยี "Photosynthesis" พิเศษของเค้าที่จะทนต่อการเช็ดถูได้มากกว่า 100,000 ครั้งกันเลยทีเดียว...โอ้โห้ 3. ส่วนผลิตภัณฑ์ “ทีโอเอ ซุปเปอร์ชิลด์ ดูราคลีน อ๊อกซิเจนพลัส” (TOA SuperShield Dura Clean oxygen plus) เค้าเปิดตัวขึ้นมาก็เพื่อจะให้เป็นทางเลือกใหม่ของผู้ใช้ ด้วยการยืนยันว่าสีทาภายในของเค้าจะเป็นระดับ "อัลตร้าพรีเมี่ยม" (สูงกว่าดีกว่าระดับพรีเมี่ยมธรรมดา) จากตระกูล Super Shield ชื่อ OXYGEN plus ที่มีคุณสมบัติพิเศษมากมาย ด้วยการสามารถย่อยสลายสารพิษในอากาศได้ เพื่อช่วยเปลี่ยนให้อากาศภายในห้องบริสุทธิ์ขึ้นมาได้อย่างวิเศษกันเลย โดยยังยืนยันนอนยันอย่างหมั่นเหมาะมาอีกด้วยว่า ประสิทธิภาพการทำงานของมันจะแตกต่างไปจากสีทาภายในของยี่ห้อทั่วไปกันเลย ตรงที่สีทั่วไปนั้นจะสามารถทำปฏิกิริยาได้เฉพาะแค่กับสารพิษที่เกาะอยู่บนผนังเท่านั้น แต่ของเค้าจะทำได้มากกว่านั้นแน่นอน ซึ่งคุณผู้ถามจะเชื่อหรือไม่อย่างไร...ก็คงต้องตัดสินใจด้วยตัวเองกันแล้วล่ะครับ เพราะการตัดสินใจจะเลือกยี่ห้ออะไรในครั้งนี้ ผมรับรองได้ว่า จะไม่มีการผิดพลาดแต่อย่างใดแน่นอน ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นนั้นไง แต่ทั้งนี้สำคัญจะอยู่ตรงที่ว่า เราต่างหากจะพอใจกับสีทาภายในยี่ห้ออะไรมากกว่ากันเท่านั้นล่ะ...ใช่หรือไม่ล่ะครับ ฉะนั้นต้องอยู่ที่ “ใจของเรา” เท่านั้น ถ้ามันเลือกได้ยากนัก...ก็ลองใช้วิธีจับฉลากเอา...ก็แล้วกัน...เหนอ
    6 คำตอบ · Do It Yourself (DIY) · 6 ปีที่ผ่านมา
  • เลี้ยงกล้วยไม้กระเช้าสีดา?

    คำตอบที่ดีที่สุด: การเพาะเลี้ยงกระเช้าสีดา ทำได้ไม่ยากเลย โดยเริ่มต้นด้วยการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมเสียก่อนเท่านั้น นั่นก็คือ 1. ตะกร้าสะอาดๆ (เป็นพลาสติกสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะ) 2. ขลุยมะพร้าวจากธรรมชาติ 3. ถุงพลาสติกขนาดใหญ่หน่อย (ไว้สำหรับคลุมตะกร้าเพาะชำ) โดยนำขลุยมะพร้าวที่เตรียมไว้แล้วนั้นไปแช่น้ำไว้ก่อนสัก 1 สัปดาห์... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: การเพาะเลี้ยงกระเช้าสีดา ทำได้ไม่ยากเลย โดยเริ่มต้นด้วยการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมเสียก่อนเท่านั้น นั่นก็คือ 1. ตะกร้าสะอาดๆ (เป็นพลาสติกสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะ) 2. ขลุยมะพร้าวจากธรรมชาติ 3. ถุงพลาสติกขนาดใหญ่หน่อย (ไว้สำหรับคลุมตะกร้าเพาะชำ) โดยนำขลุยมะพร้าวที่เตรียมไว้แล้วนั้นไปแช่น้ำไว้ก่อนสัก 1 สัปดาห์ เพื่อทำให้ขลุยมะพร้าวเปื่อยยุ่ย จากนั้นก็นำตะกร้าที่จะใช้สำหรับเพาะชำไปล้างทำความสะอาด และต้มในอุณหภูมิที่สูงเพื่อทำการฆ่าเชื้อเสียก่อน แล้วนำเอาขลุยมะพร้าวที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในตะกร้า พร้อมนำสปอร์ของกล้วยไม้กระเช้าสีดามาโรยลงไปในในตะกร้านั้น แล้วใช้ถุงพลาสติกมาคุลมกันความชื้นไว้อีกทีหนึ่ง จากนั้นก็นำเอาไปวางไว้ในที่ร่มประมาณ15-30 วัน ซึ่งเราก็จะได้เห็นเป็นสีเขียวเต็มตะกร้ากันแล้ว โดยจะมีอัตราการรอดที่จะต้องขึ้นอยู่กับการดูแลเป็นสำคัญ โดยเราจะต้องมั่นสังเกตความชื้นอยู่เสมอๆ เพื่อดูไม่ให้มันแห้งหรือชื้นจนเกินไป ซึ่งถ้าหากเราพบว่ามันแห้งเกินไปก็ให้ใช้ฟอกกี้ฉีดนํ้าเพิ่มความชื้นให้ พอผ่านไปประมาณ 1 เดือน สิ่งที่เราเพาะไว้ก็จะเริ่มมีใบแท้งอกออกมาให้เห็นแล้ว โดยในช่วงนี้เราจะต้องพรางแสงไว้ด้วยประมาณ 70% โดยให้โดนแสงอ่อนๆที่ไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งอาจจะอยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียสกำลังดี และถ้าหากพบว่ามีเชื้อราขาวๆเกิดขึ้นก็ให้เปิดปากถุงออกเล็กน้อย แล้วใช้ปุ๋ยน้ำละลายน้ำอ่อนๆมาฉีด (ปุ๋ยออสโมโค้ท) โดยจะฉีดประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พอเชื้อราหมดไปแล้วก็ให้ปิดปากถุงไว้ตามเดิม และพอเริ่มมีใบแท้ขึ้นเต็มตะกร้าแล้ว เราก็จะสามารถจับมาแยกปลูกลงในตะกร้าที่มีขลุยมะพร้าวยุ่ยๆได้เลย โดยจะปลูกให้ห่างกันเป็นระยะ 1x1 เซนติเมตรเท่านั้น แล้วให้ใช้ถุงพลาสติกมาคลุมไว้อีกที โดยให้ดูแลเหมือนเดิมทุกอย่างจนกว่ากระเช้าสีดาของเราจะโตได้ขนาดเต็มที่เสียก่อน จากนั้น เราก็สามารถนำออกมาปลูกไว้ในกระถางได้ต่อไป โดยจะต้องใช้ปุ๋ยละลายน้ำเดือนละ 1 ครั้งต่อไป และฉีดยาฆ่าเชื้อราเพิ่มด้วย ซึ่งกระเช้าสีดานี้จะไม่ชอบความชื้นที่มากเกินไป เราจึงจำเป็นจะต้องดูแลให้ดีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นการยุ่งยากตรงนี้กันอยู่สักหน่อย แต่ถ้าใจรักซะอย่าง...เท่านี้เราก็จะสามารถเลี้ยงกระเช้าสีดาได้สมใจดังความตั้งใจของเรากันแล้ว...เฮ
  • ป้ายบ้านเลขที่ แบบไหนดี?

    คำตอบที่ดีที่สุด: "ป้ายเลขที่บ้าน" เป็นสิ่งสำคัญอันดับสองรองจากรูปแบบของบ้าน เพราะคนทั่วไปจะติดต่อเราได้ก็ต้องดูที่เลขที่บ้านของเราเพื่อเป็นการยืนยันว่านั่นเป็นหลังที่จะมาเยือนอย่างถูกต้อง ฉะนั้น"ป้ายเลขที่บ้าน" จึงควรมีขนาดที่เหมาะสมและติดตั้งในจุดที่เห็นได้ง่าย เช่น ด้านหน้าของผนังบ้านใกล้ขอบบ้าน ขอบชายคาบ้านตํ่าสุด... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: "ป้ายเลขที่บ้าน" เป็นสิ่งสำคัญอันดับสองรองจากรูปแบบของบ้าน เพราะคนทั่วไปจะติดต่อเราได้ก็ต้องดูที่เลขที่บ้านของเราเพื่อเป็นการยืนยันว่านั่นเป็นหลังที่จะมาเยือนอย่างถูกต้อง ฉะนั้น"ป้ายเลขที่บ้าน" จึงควรมีขนาดที่เหมาะสมและติดตั้งในจุดที่เห็นได้ง่าย เช่น ด้านหน้าของผนังบ้านใกล้ขอบบ้าน ขอบชายคาบ้านตํ่าสุด หรือที่ขอบรั้วของบ้าน ที่จะต้องอยู่ในระดับสายตาและไม่อยู่สูงจนเกินไป (ไม่แนะนำให้ติดที่ประตูบ้าน เพราะหากเปิดประตูบ้านไว้ก็จะทำให้ไม่เห็นป้ายเลขที่บ้านได้ ซึ่งป้ายควรติดตั้งไว้ในจุดที่ถาวรและสามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา) และอีกประการหนึ่งนั้น เราจะต้องเลือกใช้วัสดุของป้ายที่เหมาะสมกับตัวอาคารเป็นสำคัญด้วยเสมอ โดยจะต้องดูว่าบ้านของเราเป็นอาคารคอนกรีต หรืออาคารไม้ เป็นต้น ซึ่งจะต้องดูภูมิอากาศของที่ตั้งเป็นส่วนประกอบสำคัญอีกด้วย โดยเฉพาะประเทศไทยของเราเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น ฝนตกชุก วัสดุที่ควรเลือกใช้มาทำ "ป้ายเลขที่บ้าน" ดีที่สุด จึงควรเป็น "ป้ายสแตนเลสกัดกรด" "ป้ายอลูมิเนียมกัดกรดอะโนไดร์" หรืออาจจะเป็น "ป้ายฉลุ" สำเร็จรูปที่จัดทำมาแล้วจากโรงงานกันโดยตรงเลยก็ได้ ซึ่งเราก็สามารถหาซื้อได้ไม่ยากนักจากห้าง HomePro หรือ HomeWork ทุกสาขานั่นเอง "ป้ายเลขที่บ้าน" ที่เป็นสแตนเลสหรืออลูมิเนียมนี้ จะทำให้บ้านของเราดูทันสมัย เห็นได้ชัด และคงทนถาวรตามอายุของอาคารกันเลยทีเดียว ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกถึงรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งคงจะไม่แตกต่างไปจาก การที่เราจะต้องหาเครื่องประดับต่างๆมาประดับกายให้แก่ตนเอง อย่างไรก็อย่างนั้นกันเลย...ล่ะครับ ซึ่งถ้าเป็นไปได้แล้ว เราเองก็คงอยากจะทำ "ป้ายเลขที่บ้าน" ให้เป็น "ป้ายทองคำ" กันไปเลย...จริงมั้ยล่ะครับ
    9 คำตอบ · การตกแต่งและการปรับปรุงบ้าน · 6 ปีที่ผ่านมา
  • ซื้อเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งบ้านเตรียมรับน้ำท่วมครั้งต่อไปอย่างไรดี?

    คำตอบที่ดีที่สุด: วิกฤตย่อมกลายเป็นโอกาสที่ดีได้ และสถานการณ์ในอดีตย่อมเป็นบทเรียนที่ดีได้เสมอ ฉะนั้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงทำให้เราสามารถรู้เท่าทันธรรมชาติได้เช่นกัน ซึ่งในโลกยุคใหม่นี้เราจำเป็นจะต้องสนใจต่อการปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติให้ได้ อย่างน้อยเราจะต้องเข้าใจมันให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: วิกฤตย่อมกลายเป็นโอกาสที่ดีได้ และสถานการณ์ในอดีตย่อมเป็นบทเรียนที่ดีได้เสมอ ฉะนั้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงทำให้เราสามารถรู้เท่าทันธรรมชาติได้เช่นกัน ซึ่งในโลกยุคใหม่นี้เราจำเป็นจะต้องสนใจต่อการปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติให้ได้ อย่างน้อยเราจะต้องเข้าใจมันให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และไม่อนาธรณ์ร้อนใจใดๆเหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีก ดังนั้น เมื่อเรารู้แล้วว่าบ้านของเราเจอสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมาสาหัสขนาดไหนแล้ว เราก็ใช้เหตุการณ์นี้ล่ะเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งถ้าหากตัดประเด็นการโยกย้ายไปสู่ทำเลใหม่ที่ปลอดภัยกว่าออกไป เราก็ต้องใช้แนวน้ำท่วมนั้นเป็นแนวกำหนดมาตราการใหม่ในการวางแผนป้องกันความเสียหายใดๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกจากน้ำท่วมครั้งหน้า โดยให้กระทำดังนี้ 1. เปลี่ยนนิสัยการใช้สอยพื้นที่ในบ้านของเราเสียใหม่ เดิมเคยวางสิ่งของต่างๆในแนวน้ำท่วมอย่างขาดระเบียบ ก็ให้หันมาใส่ใจในการจัดวางที่เป็นที่เป็นทางให้มากขึ้น และไม่จัดวางอะไรให้มากจนเกินไป (ตัดสิ่งไม่จำเป็นให้เหลือน้อยลงที่สุด) 2. ย้ายดัดเอาน์ไฟฟ้า เครื่องปั๊มน้ำ และจุดเสียบไฟฟ้าทุกจุดให้อยู่เหนือแนวน้ำท่วมทั้งหมด 3. ให้ตกแต่งซ่อมแซมตามแนวน้ำท่วมเป็นวัสดุทนน้ำทั้งหมด เช่นเปลี่ยนจากไม้เป็นซีเมนต์ เป็นต้น และให้ทาสี (โดยเฉพาะแนวน้ำท่วม) เป็นสีทนน้ำ ที่ป้องกันเชื้อราได้ด้วย 4. ให้เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวน้ำหนักเบาที่สามารถขนย้ายได้ง่าย หากไม่อยากขนย้ายใดๆก็ให้เน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียม หรือสแตนเลส เป็นหลัก (หลีกเลี่ยงเฟอร์ฯไม้ทุกชนิด) ซึ่งเดี๋ยวนี้เค้าก็มีแบบสวยๆที่เหมาะสมกับการใช้ภายในบ้านให้เราได้เลือกใช้อย่างมากมายแล้ว จากนั้นให้หาความรู้และเทคนิคต่างๆในการใช้สอยพื้นที่ภายในบ้านจากตำรับตำรา หรือเว็บทั่วไป ที่เราสามารถหาได้ไม่ยากเลย เช่น จากลิงค์นี้ เป็นต้น http://www.kssfurniture.com/Learning-Article108-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94.html และต้องมั่นตรวจตรา ติดตามข่าวคราวของภัยพิบัติอย่างใกล้ชิดเสมอๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เรามีประสบการณมาแล้ว...นี่เอง เท่านี้ เราก็จะสามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างมีความสุข หรือไม่ก็ทุกข์ใจน้อยที่สุดกันแล้ว...ล่ะครับ
    12 คำตอบ · การตกแต่งและการปรับปรุงบ้าน · 6 ปีที่ผ่านมา
  • หลังน้ำท่วม ซักผ้าไม่ให้เหม็นอับทำอย่างไง?

    คำตอบที่ดีที่สุด: "หลังนํ้าท่วม" ที่คุณผู้ถามว่ามานั้นคงมิได้หมายถึง การซักผ้าปกติกระมัง เชื่อว่าน่าจะเป็นผ้าที่ถูกหมักดองไว้ในบ้านช่วงนํ้าท่วมหรือไม่ก็หมายถึงเสื้อผ้าที่โดนนํ้าเน่าเสียในช่วงนํ้าท่วมเป็นแรมเดือนเป็นแน่ เพราะเชื่อว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นคงต้องถูกทิ้งให้แช่นํ้าไว้เป็นเวลานาน และถูกหมกอยู่ในบ้านโดยไม่โดนแสงแดดกันเลย ซึ่งแน่นอนว่า... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: "หลังนํ้าท่วม" ที่คุณผู้ถามว่ามานั้นคงมิได้หมายถึง การซักผ้าปกติกระมัง เชื่อว่าน่าจะเป็นผ้าที่ถูกหมักดองไว้ในบ้านช่วงนํ้าท่วมหรือไม่ก็หมายถึงเสื้อผ้าที่โดนนํ้าเน่าเสียในช่วงนํ้าท่วมเป็นแรมเดือนเป็นแน่ เพราะเชื่อว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นคงต้องถูกทิ้งให้แช่นํ้าไว้เป็นเวลานาน และถูกหมกอยู่ในบ้านโดยไม่โดนแสงแดดกันเลย ซึ่งแน่นอนว่า เสื้อผ้าเหล่านั้นจะต้องเหม็นอับจนไม่อยากนำกลับมาซักหรือนำกลับมาใช้อีก เก็บมาใช้ใหม่เถอะครับ...เพราะมันยังใช้ได้ดีอยู่ และยังจะประหยัดเงินเราที่จำเป็นจะต้องนำไปใช้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมบ้านที่มากโขอยู่แล้วอีกด้วย ผมขอแนะนำว่า ให้ดัดเอาผ้าที่เหม็บอับและชื้นแต่ไม่โดนนํ้าทั้งหมดไปตากแดดเสียก่อนแล้วนำเอาไปซักใหม่อีกทีตามวิธีปกติทั้งหมดเลย ส่วนผ้าที่เปียกนํ้าก็ให้นำไปล้างนํ้าสะอาดเสียก่อน จากนั้นก็ให้นำเอาสารส้มมาแกว่งในนํ้าสะอาดสักพักเสียก่อนแล้วนำเอาเสื้อผ้าที่ล้างนํ้าสะอาดแล้วมาแช่ทิ้งไว้อีกสักหนึ่งคืน แล้วก็นำมาซักตามปกติอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้จะสำคัญอยู่ที่เมื่อซักเสร็จแล้วจะต้องนำไปตากแดดเต็มๆอย่างน้อยหนึ่งวัน ซึ่งอย่าตากแดดให้นานจนเกินไปเพราะจะทำให้เสื้อผ้าสีซีด และฝุ่นละอองอาจจะเกาะแน่นจนขจัดออกไปจากเสื้อผ้าได้ยากอีก หรือถ้าหากมีเครื่องอบผ้าอยู่แล้วก็สามารถใช้แทนการตากผ้าได้เลย ส่วนถ้าหมายถึงการซักผ้า "หลังนํ้าท่วม" ไม่ให้เหม็นอับนั้น จริงๆแล้วก็ไม่มีวิธีพิเศษใดๆเลย ก็เพียงแค่ซักผ้าไปตามปกติเหมือนที่เคยทำมานั่นแหละ เพียงแต่ให้ใส่ใจดูสักหน่อยว่าวันนั้นแดดดีพอที่จะตากผ้าได้หรือไม่ หรือถ้ามีฝนก็งดซักเสีย แต่ถ้ามีเครื่องอบผ้าใช้ก็อย่าได้กังวลใจใดๆไปเลยไม่ว่าจะมีฝนหรือไม่มีแดดก็ซักได้ตลอดเวลา ซึ่งเมืองไทยของเรานี้จะมีอากาศดีที่พร้อมจะให้เราเลือกซักผ้าได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว...ล่ะครับ
    6 คำตอบ · การทำความสะอาด และการซักรีด · 6 ปีที่ผ่านมา
  • หลังคาบ้านป้องกันพายุ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ถ้าหากเราต้องการหลังคาบ้านกันพายุได้ เราจะต้องมีโครงสร้างบ้านที่แข็งแรงเสียก่อนโดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะสร้างกันด้วยโครงสร้างเหล็กล้วนๆที่จะง่ายต่อการก่อสร้างอีกด้วย จากนั้นก็ให้ใช้ "หลังคาเหล็กรีดลอน" หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "หลังคาเมทัลชีท" (Metal Sheet Roofing) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ถ้าหากเราต้องการหลังคาบ้านกันพายุได้ เราจะต้องมีโครงสร้างบ้านที่แข็งแรงเสียก่อนโดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะสร้างกันด้วยโครงสร้างเหล็กล้วนๆที่จะง่ายต่อการก่อสร้างอีกด้วย จากนั้นก็ให้ใช้ "หลังคาเหล็กรีดลอน" หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "หลังคาเมทัลชีท" (Metal Sheet Roofing) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.อย่างถูกต้อง และเป็นผลิตภัณฑ์ให้ง่ายต่อการนำไปใช้งาน ราคาประหยัด ติดตั้งได้อย่างสะดวกรวดเร็วด้วยรูปลอนที่หลากหลาย สีสันที่มีให้เลือก และความหนาที่สามารถระบุได้ตามต้องการได้ ตั้งแต่ 0.30 มม.ไปจนถึง 0.55 มม.(BMT) ซึ่ง "หลังคาเหล็ก" (Metal Sheet) นี้ จะมีความโดดเด่นกว่าวัสดุมุงหลังคาอื่นๆทั่วไป และยังจะสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยอีกด้วย ทั้งนี้ ก็เพราะ "หลังคาเหล็ก" (Metal Sheet) จะผลิตมาจากเหล็กหรือเหล็กเคลือบสีที่นำมาขึ้นรูปลอนด้วยเครื่องรีดที่ทันสมัย มีรูปลอนให้เลือกหลายรูปแบบตามลักษณะงาน และความเหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท เช่น ใช้ทำแผ่นหลังคา (Roofing) แผ่นฝ้าเพดาน (Ceiling) หรือแผ่นผนัง (Siding) เป็นต้น โดยสามารถนำมาใช้กับอาคารได้หลายประเภท เช่น โรงงานอุตสาหกรรม โกดัง คลังสินค้า โรงสีข้าว โชว์รูม โรงจอดรถ โรงยิม สนามกีฬา บ้านพักอาศัย สถานีบริการน้ำมัน คลับเฮ้าส์ อาคารสำนักงาน ฯลฯ "หลังคาเหล็ก" (Metal Sheet) จะมีลักษณะลอนที่ให้ความแข็งแรง น้ำหนักเบา สามารถใช้กับช่วงแป หรือโครงเคร่าที่มีช่วงกว้างๆได้ ทำให้ประหยัดแปเหล็กหรือโครงเคร่า หรือจนกระทั่งลดขนาดโครงจั่วหลังคาลงได้อีกด้วย "หลังคาเหล็ก" (Metal Sheet) จะมีอุปกรณ์การยึดที่แข็งแรงทนทานที่ทำให้สามารถป้องกันพายุได้เป็นอย่างดี และยังง่ายต่อการติดตั้งที่ทำให้ติดตั้งได้รวดเร็ว ซึ่งจะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย อีกทั้งรอยต่อระหว่างแผ่นก็มีน้อย เนื่องจากความกว้างของแผ่นจะกว้างกว่าแผ่นหลังคาโดยทั่วไป จึงช่วยลดปัญหาเรื่องการรั่วซึมได้ อีกทั้งค่าบำรุงรักษาก็ต่ำอีกด้วยต่างหาก นอกจากนี้แล้ว "หลังคาเหล็ก" (Metal Sheet) ยังมีสีให้เลือกได้หลากหลายตามความต้องการ โดยจะเป็นสีที่เลียนแบบตามสีของธรรมชาติที่สามารถทำให้อาคารดูสวยงาม และกลมกลืนกับธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งสีสันที่จะทำให้ดูสดใสสดุดตาจนสามารถสร้างจุดสนใจให้กับผู้พบเห็นโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี ส่วนการเลือกใช้ว่าจะเป็นยี่ห้ออะไร ของใคร ผลิตจากประเทศไหนหรือจะเป็นในประเทศ...เรื่องนี้ก็ต้องแล้วแต่ศรัทธา และงบประมาณของตนเองเป็นสำคัญแล้ว...ล่ะครับ
    3 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับบ้านและสวน · 6 ปีที่ผ่านมา
  • บ้านลอยน้ำราคาเท่าไหร่ ตัวบ้านแข็งแรงหรือเปล่า อยู่บนพื้นดินได้ไหม และลอยสูงได้แค่ไหน?

    คำตอบที่ดีที่สุด: "บ้านลอยนํ้า" จากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองได้นำเอามาปรับใช้กับแบบบ้านจาก "บ้านลอยน้ำท่าขนอน" ที่มีอยู่ที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ โดย... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: "บ้านลอยนํ้า" จากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2550 โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองได้นำเอามาปรับใช้กับแบบบ้านจาก "บ้านลอยน้ำท่าขนอน" ที่มีอยู่ที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ โดย "บ้านลอยน้ำ" นั้นจะมีลักษณะเป็น "เรือนแพ" ซึ่งในฤดูแล้งตัวบ้านจะตั้งอยู่บนพื้นดินตามปกติ แต่เมื่อถึงเวลาน้ำท่วม ตัวบ้านก็จะลอยขึ้นตามระดับน้ำ และมีการยึดตัวบ้านเอาไว้กับเสาหลักเพื่อป้องกับการโคลงตัว หรือลอยไปตามกระแสน้ำ จากนั้นพอเวลาน้ำลดลง บ้านก็จะกลับมาตั้งตัวอยู่บนพื้นดินเหมือนเดิม ดังนั้น ตัวบ้านจะลอยขึ้นสูงได้ตามขนาดของเสาหลักที่ยึดไว้ ส่วนความแข็งแรงของตัวบ้านจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่เจ้าของเลือกใช้ ซึ่งถ้าเป็นตามแบบดังที่กล่าวมานี้ก็จะแข็งแรงดีแม้ว่าจะใช้วัสดุที่มีอยู่ตามท้องตลาดทั่วไปมาสร้างก็ตาม ส่วนราคาค่าใช้จ่ายของ "บ้านลอยนํ้า" ที่มีขนาดพื้นที่รวมประมาณ 60 ตารางเมตร ซึ่งจะเป็นบ้านที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่สะดวกต่อการก่อสร้างและการลอยน้ำได้ดี โดยถ้าสร้างเองจะมีราคาประมาณหลังละ 719,000 บาท แต่ถ้าหากจ้างเหมาราคาก็จะตกอยู่ประมาณหลังละ 915,000 บาท ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผู้รับเหมาจะต้องมีการคิดค่าดำเนินการ กำไร และภาษีมาบวกเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และดูแบบ "บ้านลอยนํ้าพระราชทาน" นี้ได้ในลิงค์นี้...เลยนะครับ http://hilight.kapook.com/view/63246
    2 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับบ้านและสวน · 6 ปีที่ผ่านมา
  • อ่างล้างหน้ามีกลิ่นเหม็นมาก?

    คำตอบที่ดีที่สุด: อ่างล้างหน้ามีกลิ่นเหม็นมาก มิได้เกิดจากการหมักของของเสียใต้อ่างแต่อย่างใดเลย เพราะใต้อ่างล้างหน้าส่วนใหญ่แล้วจะมีพื้นที่เล็กมาก และมักจะเป็นระบบท่อโค้งงอที่นํ้าสามารถขับไล่ของเสียได้ตลอดเวลา แต่ที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงเกิดขึ้นมาได้นั้น ก็จะเกิดจากแรงดันของอากาศภายในท่อใต้อ่างล้างหน้าของเราที่ต่อมาจากท่อนํ้าทิ้งหลักของบ้านนั่นเอง... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: อ่างล้างหน้ามีกลิ่นเหม็นมาก มิได้เกิดจากการหมักของของเสียใต้อ่างแต่อย่างใดเลย เพราะใต้อ่างล้างหน้าส่วนใหญ่แล้วจะมีพื้นที่เล็กมาก และมักจะเป็นระบบท่อโค้งงอที่นํ้าสามารถขับไล่ของเสียได้ตลอดเวลา แต่ที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงเกิดขึ้นมาได้นั้น ก็จะเกิดจากแรงดันของอากาศภายในท่อใต้อ่างล้างหน้าของเราที่ต่อมาจากท่อนํ้าทิ้งหลักของบ้านนั่นเอง ซึ่งมักจะเป็นที่รวมของของเสียทุกชนิดภายในบ้านของเราที่อาจจะมีการสะสมหรือตกค้างอยู่ภายในท่อระบายนํ้าจนเน่าเหม็นขึ้นมา พอเกิดแรงดันอากาศภายในขึ้นอากาศเหล่านั้นก็จะหอบหิ้วเอากลิ่นเหม็นต่างๆออกมาทางรูหรือช่องใดๆที่มีเสมอ ฉะนั้น ท่อนํ้าทิ้งในบริเวณที่เราติดตั้งอ่างหน้าไว้จึงควรมีท่อระบายแรงดันอากาศที่ต่อตรงมาจากท่อนํ้าทิ้งหรือท่อระบายนํ้าไว้นอกตัวบ้านด้วย เพื่อให้อากาศเสียภายในท่อได้มีโอกาสดันออกทางท่ออากาศนี้อย่างสมํ่าเสมอ เท่านี้กลิ่นเหม็นจากอ่างหน้าก็จะทุเลาลงได้ ซึ่งปัญหานี้จะคล้ายคลึงกันกับกลิ่นเหม็นจากท่อระบายนํ้า ดังนั้นลองเข้าไปอ่านคำถามคำตอบจากลิงค์นี้เพิ่มเติมด้วยก็จะดีเหมือนกัน เพราะหลายๆท่านได้กรุณาให้คำแนะนำดีๆไว้แล้วพอสมควร...เลยล่ะครับ http://th.answers.yahoo.com/question/index;_ylt=AoZc_d2UHPDDEsRTw1D6HItxTAx.;_ylv=3?qid=20111111015751AAJOvNO
    6 คำตอบ · การบำรุงและการซ่อมแซม · 6 ปีที่ผ่านมา
  • การประกาศวันเวลาตายของต้นไม้ที่น้ำท่วมขัง?

    คำตอบที่ดีที่สุด: จากอาการ "ใบค่อยๆล่วง แต่ก็ยังพอมีใบเขียวอยู่แต่ก้มหน้าลงดิน" แม้นว่าจะขุดหลุมพ่นปุ๋ยทางใบให้แล้ว แถมยังสวดมนต์ภาวนาก็แล้ว ยังไม่ดีขึ้น อย่างนี้็ก็ต้องประกาศวันเวลาตายได้เลยไม่เกิน 2 อาทิตย์ครับ เพราะถ้าพ้นจาก 2 อาทิตย์นี้ไปแล้วไม่มีวี่แววว่าจะมีใบเขียวๆอ่อนๆงอกออกมาอีกเลย ก็มั่นใจได้ว่า "ตายสนิท"... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: จากอาการ "ใบค่อยๆล่วง แต่ก็ยังพอมีใบเขียวอยู่แต่ก้มหน้าลงดิน" แม้นว่าจะขุดหลุมพ่นปุ๋ยทางใบให้แล้ว แถมยังสวดมนต์ภาวนาก็แล้ว ยังไม่ดีขึ้น อย่างนี้็ก็ต้องประกาศวันเวลาตายได้เลยไม่เกิน 2 อาทิตย์ครับ เพราะถ้าพ้นจาก 2 อาทิตย์นี้ไปแล้วไม่มีวี่แววว่าจะมีใบเขียวๆอ่อนๆงอกออกมาอีกเลย ก็มั่นใจได้ว่า "ตายสนิท" และหมดทางแก้ไขใดๆอีกแล้ว นอกจากให้ทำใจแล้วหาต้นไม้ใหม่ที่เราชอบมาลงแทนได้เลย อันที่จริงแล้วต้นไม้จะมีอายุยืนยาวตามวงจรชีวิตของมันแต่มันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางไม่ต่างอะไรจากคนเราเลย แถมยังมีข้อจำกัดที่ไม่อาจเคลื่อนที่หนีภัยนํ้าท่วมได้ ฉะนั้นเมื่อน้ำท่วมขังนาน ต้นไม้ที่ไม่ทรหดอดทนพอจึงมักจะยืนต้นตาย รวมทั้งไม้ผลบางชนิดอาจล้มตายไปได้ นั่นก็จะหมายถึงความเสียหายถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวของบรรดาชาวสวนผลไม้ต่างๆนั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วในผืนดินจะมีอากาศแทรกอยู่ตามช่องว่าง และเป็นที่อยู่ของคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนที่รากพืชจำเป็นต้องใช้ในการหายใจ เมื่อมีน้ำท่วมขังที่ว่างเหล่านั้นก็จะถูกแทนที่ด้วยน้ำ ทำให้ดินขาดการระบายอากาศจนไม่มีออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงราก เหมือนกับคนที่ขาดอากาศหายใจ ผลจึงคือ ตายสถานเดียว ทำใจเถอะครับ...รู้ๆอยู่ว่ารักและผูกพันธ์กับต้นไม้นั้นเป็นอย่างมาก...ขอแสดงความเสียด้วยนะครับ
  • มีใครเร่ิมซ่อมแซมบ้านกันแล้วบ้าง?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ยังหรอกครับ บ้านผมนํ้ายังท่วมถึงเอวอยู่เลย (แถวเพชรเกษม112 หนองแขม) ตอนนี้แค่วางแผนไว้เท่านั้น คงต้องรออีกประมาณ 2-3 อาทิตย์กระมังถึงจะได้ทำความสะอาดและตรวจตราดูความเสียหายทั้งหมดว่าจะต้องซ่อมแซมสิ่งใดกันบ้าง จากลิงค์ที่คุณ Labor of Love ได้แนะนำมาเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยล่ะครับ ทำให้ผมมีแนวทางในการซ่อมแซมได้เป็นอย่างดี... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ยังหรอกครับ บ้านผมนํ้ายังท่วมถึงเอวอยู่เลย (แถวเพชรเกษม112 หนองแขม) ตอนนี้แค่วางแผนไว้เท่านั้น คงต้องรออีกประมาณ 2-3 อาทิตย์กระมังถึงจะได้ทำความสะอาดและตรวจตราดูความเสียหายทั้งหมดว่าจะต้องซ่อมแซมสิ่งใดกันบ้าง จากลิงค์ที่คุณ Labor of Love ได้แนะนำมาเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยล่ะครับ ทำให้ผมมีแนวทางในการซ่อมแซมได้เป็นอย่างดี ครบทุกเรื่องเรื่องการซ่อมแซมจริงๆ ขอบคุณในนํ้าใจที่ห่วงใยซึ่งกันและกันมา ณ โอกาสนี้เลยนะครับ ว่าแต่ว่าคุณ Labor of Love ล่ะ ตรวจตราและซ่อมแซมบ้านของตนเองแล้วหรือยัง หากถ้าบ้านนํ้าไม่ท่วมเลย ก็ขอแสดงความดีใจมา ณ โอกาสนี้ด้วยเช่นกัน เพราะจะถือว่าเป็น 1 ใน 100 ของคนกรุงเทพฯที่โชคดีสุดๆแล้ว ขอให้ความระลึกดีที่คุณมีนี้ จงดลบันดาลแต่สิ่งดีๆให้คืนสู่ชีวิตของคุณ Labor of Love ตลอดไป...เลยนะครับ ขอบคุณจริงๆ
    8 คำตอบ · Do It Yourself (DIY) · 6 ปีที่ผ่านมา
  • บ้านไม้ ต้องติดตั้งสายดินไหม?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ไม่ว่าจะเป็นบ้านตึกหรือบ้านไม้ก็มีความจำเป็นจะต้องติดตั้ง "สายดิน" กันทั้งนั้น เพราะ "สายดิน" จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าดูดแก่ผู้ใช้ได้ โดยไฟฟ้าที่รั่วออกมาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเพียงแค่ไหลผ่านร่างกายผู้ประสบเหตุแล้วไหลลงสู่ดินทันที ซึ่งจะทำให้ผู้ประสบเหตุไม่ถึงแก่ชีวิตนั่นเอง... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ไม่ว่าจะเป็นบ้านตึกหรือบ้านไม้ก็มีความจำเป็นจะต้องติดตั้ง "สายดิน" กันทั้งนั้น เพราะ "สายดิน" จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าดูดแก่ผู้ใช้ได้ โดยไฟฟ้าที่รั่วออกมาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเพียงแค่ไหลผ่านร่างกายผู้ประสบเหตุแล้วไหลลงสู่ดินทันที ซึ่งจะทำให้ผู้ประสบเหตุไม่ถึงแก่ชีวิตนั่นเอง และที่สำคัญเมื่อเกิดไฟฟ้ารั่วขึ้นเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยจะตัดไฟทันทีอย่างไม่มีข้อผิดพลาดใดๆเลย นอกจากนี้แล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทหากบ้านของเราไม่มี "สายดิน" แล้ว ก็อาจจะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นขัดข้องหรือเสียหายได้ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารชนิดต่างๆ เป็นต้น ฉะนั้น "สายดิน" จึงเกี่ยวข้องกับพื้นดินและตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ จึงไม่เกี่ยวข้องใดๆกับตัวบ้านเลยว่าจะเป็นบ้านหรืออาคารที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุอะไรทั้งสิ้น โปรดศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ "สายดิน" เพิ่มเติมได้จากลิงค์เลย...นะครับ http://www.cewmedia.com/article/171/%CA%D2%C2%B4%D4%B9.pdf
    6 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับบ้านและสวน · 6 ปีที่ผ่านมา
  • กลิ่นท่อระบายน้ำในห้องน้ำมีกลิ่นแรงมาก วิธีแก้ที่ดีที่สุดคืออะไร?

    คำตอบที่ดีที่สุด: กลิ่นท่อระบายน้ำในห้องน้ำมีกลิ่นแรงมากเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอๆ เพราะท่อระบายนํ้าเป็นสิ่งที่ต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อื่นๆมาใช้ร่วมกัน เช่น อ่างล้างหน้า หรือโถปัสสวะ เป็นต้น... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: กลิ่นท่อระบายน้ำในห้องน้ำมีกลิ่นแรงมากเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอๆ เพราะท่อระบายนํ้าเป็นสิ่งที่ต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อื่นๆมาใช้ร่วมกัน เช่น อ่างล้างหน้า หรือโถปัสสวะ เป็นต้น ซึ่งเวลาใช้สิ่งเหล่านั้นก็จะทำให้มีการเคลื่อนไหวของนํ้าและอากาศจากทางหนึ่งไปทางหนึ่งจนเกิดเป็นแรงดันเอากาศเสียที่ไม่หมุนเวียนภายในท่อให้เคลื่อนที่ฟุ้งกระจายออกมาเป็นกลิ่นเหม็น ฉะนั้น ทางออกที่ดีที่สุดเราจึงจะต้องทำท่ออากาศต่อสูงจากท่อระบายนํ้าให้อากาศเสียได้ระบายออกมาสู่ภายนอกได้ตลอดเวลา และเพื่อให้เป็นทางเข้าของออกซิเจนไปในตัวด้วย ซึ่งวิธีนี้ก็จะทำให้ท่อระบายนํ้าไม่เก็บกักกลิ่นเหม็นสะสมไว้ภายในท่อได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม เราจะต้องมั่นทำความสะอาดท่อระบายนํ้าอย่างสมํ่าเสมอไปพร้อมๆกันด้วย โดยการใช้โซดาไฟมาชะล้างปากท่ออย่างสมํ่าเสมอ หรืออาจจะใช้ "ริยาน่า" (Riyana) ก็จะเป็นการดีไปอีกทางหนึ่ง เพราะ "ริยาน่า" นี้จะเป็นจุลินทรีย์ธรรมชาติชนิดเม็ดที่สามารถใช้กำจัดสิ่งปฏิกูล ย่อยสลายไขมัน กำจัดกลิ่นเน่าเหม็นจากพื้นห้องครัว ห้องน้ำ บ่อดักไขมัน ท่อระบายน้ำ กลิ่นย้อนกลับจากท่อ กลิ่นของเสียจากสัตว์เช่น สุนัข กระต่าย แมว หนู กลิ่นอับภายในห้อง กลิ่นอับของเสื้อผ้าหรือกลิ่นบุหรี่บนพรมและโซฟา สาระพัดประโยชน์กันเลยทีเดียว ซึ่งวิธีใช้ก็ง่ายมากเพียงแค่ใช้ "ริยาน่า" 1 เม็ดต่อน้ำ 1-20 ลิตร มาละลายให้เข้ากันแล้วนำไปเทราดที่ปากท่อระบายนํ้า ท่ออ่างล้างหน้า โถปัสสวะ และพื้นห้องนํ้าทิ้งค้างคืนไว้สัก 1 คืน เท่านี้กลิ่นเหม็นก็จะหายไปได้โดยง่าย...กันเลยเชียวล่ะ ส่วนรายละเอียดของ "ริยาน่า" นึ้ท่านสามารถดูเพิ่มเติมได้จากลิงค์นี้เลยนะครับ http://ddtshop.plazathai.com/industry/show258505/
    9 คำตอบ · การทำความสะอาด และการซักรีด · 6 ปีที่ผ่านมา
  • มีวิธีซักเสื้อผ้าเปื้อนคราบกาแฟให้สะอาดไหม ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ความจริงแล้วหากเสื้อผ้าตัวโปรดของเราจะเปื้อนกาแฟไปบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาที่เราจะต้องไปวิตกอะไรมากมายเลย เพราะอย่างไงเสียคราบกาแฟก็ยังสามารถขจัดได้ง่ายกว่าน้ำหมึกจากปากกาลูกลื่นเป็นไหนๆ แต่แน่นอนล่ะครับทั้งคราบกาแฟหรือจะเป็นคราบน้ำหมึกต่างก็เป็นคราบที่ไม่สามารถล้างออกง่ายๆด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ความจริงแล้วหากเสื้อผ้าตัวโปรดของเราจะเปื้อนกาแฟไปบ้างก็ไม่ใช่ปัญหาที่เราจะต้องไปวิตกอะไรมากมายเลย เพราะอย่างไงเสียคราบกาแฟก็ยังสามารถขจัดได้ง่ายกว่าน้ำหมึกจากปากกาลูกลื่นเป็นไหนๆ แต่แน่นอนล่ะครับทั้งคราบกาแฟหรือจะเป็นคราบน้ำหมึกต่างก็เป็นคราบที่ไม่สามารถล้างออกง่ายๆด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว โดยทั้งสองอย่างนี้หรือจะเป็นคราบเปื้อนใดๆก็ตาม เราจะต้องใช้ผงซักฟอกมาขจัดมันให้ออกไปเป็นการเฉพาะที่เสียก่อน ก่อนที่เราจะซักผ้าธรรมดาอีกครั้งด้วยมือหรือเครื่องซักก็ตาม โดยจะต้องขยี้เฉพาะจุดกันก่อนนั่นเอง แต่ทางที่ดีแล้วเราควรจะใช้ “น้ำยาขจัดคราบสกปรก” ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดในปัจจุบันมาใช้ด้วยก็จะเป็นความสะดวกสบายที่มีมากยิ่งขึ้นไปอีกในยุคปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่อยากไปซื้อ “น้ำยาขจัดคราบสกปรก” ที่เค้ามีวางขายกันเก่ออยู่แล้ว ก็ให้มองหาเอา “แป้งข้าวเจ้าและน้ำอุ่น” ที่เรามีอยู่แล้วในบ้านมาใช้แทนก็ได้ โดยแค่เอาแป้งข้าวเจ้าสักประมาณ 1 ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำอุ่นจนเป็นก้อนเหนียวๆแล้วก็เอาไปถูบนรอยเปื้อน หลังจากนั้นก็นำไปซักตามปกติ เท่านี้คราบที่เราไม่ปรารถนาก็จะหายไปได้ แต่ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น เราก็ยังสามารถกำจัดคราบกาแฟได้ด้วยการใช้ “กลีเซอรีน” (Glycerin) กันอีกทางหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นคราบใหม่ๆเมื่อเราเห็นแต่แรกแค่ใช้น้ำมาถูออกก็ยังจะพอทำเนาได้บ้าง แต่ถ้าเป็นคราบเก่าจะซักได้ยากอยู่สักหน่อย ก็ให้เราลองซับด้วยน้ำเย็นแล้วถูดูก่อน จากนั้นก็ถูให้ทั่วด้วย “กลีเซอรีน” ที่ว่ามาอีกครั้งเพื่อละลายไขมันและคราบเปื้อนที่เกิดจากกาแฟนั้น โดยจะต้องปล่อยทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงแล้วนำมาล้างออกด้วยน้ำอุ่นกันอีกครั้ง หลังจากนั้นก็เอาไปซักตามปกติ เท่านี้คราบกาแฟก็จะจางหายไปได้ด้วยเช่นกัน...ก็ตามสะดวกก็แล้วกันนะครับว่าจะเลือกใช้วิธีไหนจึงจะดีที่สุดสำหรับคุณก็แล้วกันนะครับ ส่วน “กลีเซอรีน” (Glycerin) คืออะไรนั้น ดูได้จากลิงค์นี้เลยนะครับ http://www.bareo-isyss.com/66/66_glycerine.html
    5 คำตอบ · การทำความสะอาด และการซักรีด · 6 ปีที่ผ่านมา