• อยากจะหาวิธีทำให้สิวหาย?

    นักเขียนหมอชาวบ้าน : นพ.ประวิตร พิศาลบุตร Thu, 01/01/2552 - 00:00 — Anonymous สิวเสี้ยนคืออะไร แก้ไขอย่างไร ปัญหาผิวหน้ามีจุดไขมันอุดตันเป็นหัวดำๆ บางเม็ดบีบออกมาเป็นก้อนไขมัน แต่บางเม็ดพอบีบออกมาแล้วใช้เล็บเกลี่ยจะเห็นเป็นเศษขนเล็กๆ ไขมันอุดตันและเศษขนเล็กๆ ในรูขุมขนเป็นต้นเหตุของสิวเสี้ยน สิวเสี้ยนมี 2 ชนิด ชนิดแรก... แสดงเพิ่มเติม
    นักเขียนหมอชาวบ้าน : นพ.ประวิตร พิศาลบุตร Thu, 01/01/2552 - 00:00 — Anonymous สิวเสี้ยนคืออะไร แก้ไขอย่างไร ปัญหาผิวหน้ามีจุดไขมันอุดตันเป็นหัวดำๆ บางเม็ดบีบออกมาเป็นก้อนไขมัน แต่บางเม็ดพอบีบออกมาแล้วใช้เล็บเกลี่ยจะเห็นเป็นเศษขนเล็กๆ ไขมันอุดตันและเศษขนเล็กๆ ในรูขุมขนเป็นต้นเหตุของสิวเสี้ยน สิวเสี้ยนมี 2 ชนิด ชนิดแรก เกิดจากการอุดตันของไขมันในท่อต่อมไขมัน (comedone) ถ้าปากรูขุมขนปิดจะเรียกว่า "สิวหัวขาว" ต่อมาสิ่งอุดตันอาจดันให้รูขุมขนเปิดเรียกว่า "สิวหัวดำ"Ž ชนิดที่สอง เกิดจากการอุดตันของกระจุกเส้นขนเล็กๆ ในรูขุมขน (trichostasis spinulosa) เห็นเป็นจุดดำๆ เล็กๆ ซึ่งพบได้บ่อยเช่นกัน แต่มักพบในผู้ใหญ่ ในขณะที่ชนิดแรกพบบ่อยในวัยรุ่น สิวเสี้ยนทั้ง 2 ชนิดนี้มักเกิดบริเวณจมูกและข้างแก้ม บางคนแก้ไขปัญหานี้โดยการบีบและแกะสิวเสี้ยน อาจทำให้ผิวหนังอักเสบและติดเชื้อลุกลาม การขจัดสิ่งอุดตันในรูขุมขนไม่ว่าจะเป็นก้อนไขมันหรือกระจุกเส้นขนเล็กๆ อย่างถูกวิธีทำให้รูขุมขนแลดูเล็กลง และลดการเกิดสิวเสี้ยนด้วย ปัจจุบันมีวิธีขจัดสิวเสี้ยน เช่น การใช้ยาทารักษาสิว การกดสิวด้วยที่กดสิว (comedone extractor) การใช้มาสก์ลอกหน้า การใช้เครื่องดูดสิวเสี้ยน และการใช้แผ่นขจัดสิวเสี้ยน ซึ่งควรใช้เพียงสัปดาห์ละครั้งและควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากด้วย ยาทารักษาสิวเสี้ยน เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ (BP) และกรดวิตามินเอ ทาพร้อมกันได้ไหม ยาทา BP และกรดวิตามินเอ เป็นยาทาที่แพทย์และเภสัชกรมักแนะนำให้ใช้รักษาสิวเสี้ยน ซึ่งมีข้อควรระวังคือห้ามทาเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ และกรดวิตามินเอในเวลาเดียวกัน เพราะเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ทำให้กรดวิตามินเอไม่ออกฤทธิ์ จึงต้องเลี่ยงมาทาเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ในช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย และทากรดวิตามินเอก่อนนอน ถ้าใช้เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์หรือกรดวิตามินเออยู่แล้ว ต้องระมัดระวังในการใช้กรดผลไม้ เพราะยาเหล่านี้มีโอกาสทำให้ผิวหน้าระคายเคืองได้ง่าย ถ้าใช้ร่วมกันยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดผิวแพ้ระคายเคือง การใช้กรดวิตามินเอ ควรเริ่มด้วยความเข้มข้นต่ำก่อนแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้น นอกจากนั้นในผู้ป่วยโรคสิวบางราย ในช่วงแรกของการใช้กรดวิตามินเอ นอกจากจะต้องใช้ความเข้มข้นต่ำแล้ว ยังอาจต้องทายาวันเว้นวันไปจนกว่าผิวจะชินยาแล้วจึงทายาทุกวันได้ โดยทั่วไปยาทากลุ่มนี้ในรูปของเจลหรือสารละลายทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่ายกว่าในรูปของครีม ยาทารักษาสิวทำให้ผิวไหม้แดดได้ไหม ยาทารักษาสิวกลุ่มกรดวิตามินเอ (vitamin A acid) ทำให้ผิวไหม้แดดได้ง่ายจริง เพราะยาทำให้ผิวหนังชั้นนอกสุดคือชั้นขี้ไคลบางตัวลง ผิวหนังชั้นขี้ไคลนี้ปกติจะกันแสงแดดไว้ได้มาก ดังนั้นหากใช้ยากลุ่มกรดวิตามินเอทารักษาสิวและรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นก็ต้องทากลางคืนก่อนนอน ต้องหลบเลี่ยงการโดนแดดจัด และใช้ยากันแดดอย่างสม่ำเสมอ การอดนอนทำให้เป็นสิวไหม สังเกตว่าสิวขึ้นทุกครั้งในช่วงใกล้สอบถ้าต้องอดนอนเพื่อดูหนังสือ การอดนอนจัดเป็นความเครียดอย่างหนึ่ง อาจส่งผลให้เกิดสิวได้ เพราะความเครียดส่งผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนซึ่งส่งผลให้เกิดการเห่อของสิวได้ สังเกตได้ว่าเด็กวัยรุ่นหลายคนพอใกล้สอบจะมีสิวเห่อขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเครียดนั่นเอง นอกจากนั้นการเป็นสิวเองก็ก่อให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน อีกทั้งวัยที่ต้องดูหนังสือสอบก็มักเป็นวัยรุ่นที่มักเป็นสิวอยู่แล้ว เป็นสิวควรใช้เครื่องสำอางและครีมล้างหน้าตัวไหน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า "ไม่ก่อให้เกิดคอมมีโดน" (non-comedogenic) เพราะไม่มีส่วนผสมที่กระตุ้นให้เกิดสิว นอกจากนั้นพบว่ายาทารักษาสิวหลายตัวอาจทำให้ผิวหน้าแห้งและระคายเคืองได้ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของการใช้ยา จึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางหรือครีมล้างหน้าที่ทำให้ผิวแห้งมากขึ้น ซึ่งคือเครื่องสำอาง สำหรับคนผิวมัน ไม่แนะนำให้ผู้ที่เป็นสิวแต่งหน้าเข้ม ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฝุ่น (powder) ไม่ใช่เป็นครีมหรือเป็นแป้งแข็ง เพราะผลิตภัณฑ์ที่เป็นแป้งฝุ่นระคายเคืองต่อผิวหน้าน้อยกว่าและไม่กระตุ้นให้เกิดคอมมีโดน การใช้เทคนิคแต่งหน้าพรางรอยหัวสิวทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้นได้ การใช้รองพื้นสีออกโทนเขียวแต้มทับหัวสิวสีแดงทำให้สีผิวแลดูสม่ำเสมอขึ้นได้
    11 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับความสวยความงาม · 4 ปีที่ผ่านมา
  • คุณมีวิธีทำอย่างไรจะหายโกรธ?

    พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งเมตตาการุณย์ พระพุทธเจ้ามีพระคุณข้อใหญ่ประการหนึ่งคือ พระมหากรุณา ชาวพุทธทุกคนได้รับการสั่งสอนให้มีเมตตากรุณา ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นด้วยกาย วาจา และมีน้ำใจปรารถนาดี แม้แต่เมื่อไม่ได้ทำอะไรอื่น ก็ให้แผ่เมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ตลอดจนสัตว์ทั้งปวง ขอให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากเวรภัยกันโดยทั่วหน้า อย่างไรก็ตาม “เมตตา”... แสดงเพิ่มเติม
    พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งเมตตาการุณย์ พระพุทธเจ้ามีพระคุณข้อใหญ่ประการหนึ่งคือ พระมหากรุณา ชาวพุทธทุกคนได้รับการสั่งสอนให้มีเมตตากรุณา ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นด้วยกาย วาจา และมีน้ำใจปรารถนาดี แม้แต่เมื่อไม่ได้ทำอะไรอื่น ก็ให้แผ่เมตตาแก่เพื่อนมนุษย์ตลอดจนสัตว์ทั้งปวง ขอให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากเวรภัยกันโดยทั่วหน้า อย่างไรก็ตาม “เมตตา” มีคู่ปรับสำคัญอย่างหนึ่งคือความโกรธ ความโกรธเป็นศัตรูที่คอยขัดขวางไม่ให้เมตตาเกิดขึ้น คนบางคนเป็นผู้มักโกรธ พอโกรธขึ้นมาแล้วก็ต้องทำอะไรรุนแรงออกไป ทำให้เกิดความเสียหาย ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็หงุดหงิด งุ่นง่าน ทรมานใจตัวเอง ในเวลานั้นเมตตาหลบหาย ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ไม่ยอมปรากฏให้เห็น ส่วนความโกรธ ทั้งที่ไม่ต้องการแต่ก็ไม่ยอมหนีไป บางทีจนปัญญาไม่รู้จะขับไล่หรือกำจัดให้หมดไปได้อย่างไร โบราณท่านรู้ใจและเห็นใจคนขี้โกรธ จึงพยายามช่วยเหลือโดยสอนวิธีการต่าง ๆ สำหรับระงับความโกรธ วิธีการเหล่านี้มีประโยชน์ ไม่เฉพาะสำหรับคนมักโกรธเท่านั้น แต่เป็นคติแก่ทุกคน ช่วยให้เห็นโทษขอความโกรธและมั่นในคุณของเมตตายิ่งขึ้น จึงขอนำมาเสนอพิจารณากันดู วิธีเหล่านั้นท่านสอนไว้เป็นขั้น ๆ ดังนี้ ขั้นที่ ๑ นึกถึงผลเสียของความเป็นคนมักโกรธ ขั้นที่ ๒ พิจารณาโทษของความโกรธ ขั้นที่ ๓ นึกถึงความดีของคนที่เราโกรธ ขั้นที่ ๔ พิจารณาว่า ความโกรธ คือการสร้างทุกข์ให้ตัวเอง และเป็นการลงโทษตัวเองให้สมใจศัตรู ขั้นที่ ๕ พิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน ขั้นที่ ๖ พิจารณาจริยาวัตรในปางก่อนของพระพุทธเจ้า ขั้นที่ ๗ พิจารณาความเคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ ขั้นที่ ๘ พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา ขั้นที่ ๙ พิจารณาโดยวิธีแยกธาตุ ขั้นที่ ๑๐ ปฏิบัติทาน คือ การให้หรือแบ่งปันสิ่งของ
    10 คำตอบ · จิตวิทยา · 4 ปีที่ผ่านมา
  • คุณๆคิดเหมือนผมหรือเปล่าครับ อานิสงค์ของการสวดมนต์?

    ประโยชน์ของการสวดมนต์ (ทางการแพทย์) จาก นิตรสารชีวจิต ฉบับแรกของเดือนมกราคม 2551 เรื่องVibrational Therapy : สวดมนต์บำบัด โดย: ชมนาด เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่พลังแห่งบทสวดนั้นจะเดินทางไปเยียวยาความเจ็บป่วยของเขาได้ ... แสดงเพิ่มเติม
    ประโยชน์ของการสวดมนต์ (ทางการแพทย์) จาก นิตรสารชีวจิต ฉบับแรกของเดือนมกราคม 2551 เรื่องVibrational Therapy : สวดมนต์บำบัด โดย: ชมนาด เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่พลังแห่งบทสวดนั้นจะเดินทางไปเยียวยาความเจ็บป่วยของเขาได้ เพราะการสวดมนต์บำบัดทำให้เกิดทั้งคลื่นเสียงที่สามารถเดินทางลึกเข้าไปในสมอง และคลื่นไฟฟ้าที่ส่งกระจายไปในชั้นบรรยากาศไกลๆได้ การสวดมนต์บำบัด คือหลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy หรือ Vibrational Medicine คือการใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิ เก้าอี้ไฟฟ้า เครื่องนวดต่างๆ ก็เป็นVibrational Therapy เช่นกัน แต่เป็นคลื่นไฟฟ้าเชิงฟิสิกส์ ที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ต่างจาก สวดมนต์บำบัดซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ดังนั้นมาดูพลังแห่งการสวดมนต์บำบัดกัน ว่าคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร ? คลื่นแห่งการเยียวยา การสวดมนต์ใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยา ซึ่งหากคลื่นเสียงที่มากระทบดังแบบไร้ระเบียบ คือประกอบด้วยเสียงที่มีความถี่ต่างๆกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดกลไกดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อหูของเราได้ยินเสียงบทสวด ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังศูนย์การได้ยินที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับ ก่อนส่งไปบริเวณก้านสมอง ซึ่งเมื่อได้รับคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาที ก็จะหลั่งสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์มากมาย ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    7 คำตอบ · ศาสนาและจิตวิญญาณ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • สง 165 น้ำหนัก 60 อ้วนป่าวค่ะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: อ้วน ...อ้วน ...อ้ ว น ! "คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป"โฆษณาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของค่ายหนึ่ง ที่ใช้ตัวแสดงสาว 2 คน คือ ทั้งอ้วนและผอม พูดพาด พิงถึงชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา 7 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้แฟนเรียกว่า " ก้านกล้วย "... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: อ้วน ...อ้วน ...อ้ ว น ! "คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป"โฆษณาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของค่ายหนึ่ง ที่ใช้ตัวแสดงสาว 2 คน คือ ทั้งอ้วนและผอม พูดพาด พิงถึงชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา 7 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้แฟนเรียกว่า " ก้านกล้วย " ที่แฝงนัยว่าตัวอ้วนเหมือนช้างก้านกล้วยนั่นเองความอ้วนความผอมกระทบความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้ไม่มากก็น้อย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของชีวิตคู่จะรู้ได้อย่างไรว่า อ้วน ผอมถ้าอ้วนแล้วจะทำอย่างไรให้พอดีผอมไปเหมือนไม้เสียบผี จำพวกคนไม่มีไส้ ควรจะทำอย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (เซนติเมตร) ลบ 100 เช่น ผู้ชายที่สูง 170 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อนำมาลบด้วย 100 จะได้ผลลัพธ์ 70 ตัวเลข 70 คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ผู้หญิง น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) ลบ 110 เช่น ผู้หญิงที่มีส่วนสูง 160 ซม. เมื่อนำมาลบ ด้วย 110 จะได้ผลลัพธ์ 50 ตัวเลข 50 คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 2. หาค่าดัชนีมวลกาย (body mass index-BMI) มีวิธีคำนวณได้ดังนี้ ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (กก.) หาร ความสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น คนที่น้ำหนัก 75 กก. และสูง 170 ซม. (1.7 เมตร) จะมีดัชนีมวลกาย = (75 หาร 1.7) แล้ว1.7 อีกครั้ง = 25.9 กก.ต่อ ตารางเมตรอยู่ในเกณฑ์อ้วนระดับ 1 สำหรับค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมมีดังนี้ ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอม 18.5 - 22.9 รูปร่างปกติ 23.0 - 24.9 รูปร่างอ้วน 25.0- 29.9 อ้วนระดับ 1 30 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2 3. การวัดเส้นรอบเอว และสะโพก การดูด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย เป็นความรู้สึก ณ ตอนที่เห็น เปรียบเทียบกับภาพอดีตที่ผ่านมา (อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือนานเป็นปีก็ได้) แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งหลายครั้งก็ จะทักผิดทักถูก การวัดเส้นรอบเอวเป็นมาตรฐาน นั่นคือวัดที่ระดับจุดกึ่งกลางระหว่างใต้ชายโครงและเหนือกระดูกสะโพก ผู้ชาย ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว (90ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ผู้หญิง ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว (80 ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ค่าสัดส่วนเอว และสะโพก = เส้นรอบเอว (เมตร) หาร เส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด กรณีผู้ใหญ่ (ชาย) ถ้าเกิน 1.0 ถือว่าอ้วนลงพุง และผู้หญิง ถ้าเกิน 0.8 ถือว่าอ้วนลงพุง อันตรายจากโรคอ้วน ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
  • คุณมีวิธีขจัดความขี้เกียจ กันอย่างบ้างครับ?

    บุคคลแต่ละคนมีรูปแบบแรงจูงใจที่แตกต่างกัน ซึงนักจิตวิทยาได้แบ่งรูปแบบ แรงจูงใจของมนุษย์ออกเป็นหลายรูปแบบที่สำคัญ มีดังนี้ 1.แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motive) หมายถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้บุคคลพยายามที่จะประกอบพฤติกรรมที่จะประสบสัมฤทธิผลตามมาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Excellence) ที่ตนตั้งไว้... แสดงเพิ่มเติม
    บุคคลแต่ละคนมีรูปแบบแรงจูงใจที่แตกต่างกัน ซึงนักจิตวิทยาได้แบ่งรูปแบบ แรงจูงใจของมนุษย์ออกเป็นหลายรูปแบบที่สำคัญ มีดังนี้ 1.แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motive) หมายถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้บุคคลพยายามที่จะประกอบพฤติกรรมที่จะประสบสัมฤทธิผลตามมาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Excellence) ที่ตนตั้งไว้ บุคคลที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์จะไม่ทำงานเพราะหวังรางวัล แต่ทำเพื่อจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผู้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์จะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้ 1. 1.มุ่งหาความสำเร็จ (Hope of Success) และกลัวความล้มเหลว (Fear of Failure) 2.มีความทะเยอทะยานสูง 3.ตั้งเป้าหมายสูง 4.มีความรับผิดชอบในการงานดี 5.มีความอดทนในการทำงาน 6.รู้ความสามารถที่แท้จริงของตนเอง 7.เป็นผู้ที่ทำงานอย่างมีการวางแผน 8.เป็นผู้ที่ตั้งระดับความคาดหวังไว้สูง ดูเพิ่มทีลิงค์นะครับ
    11 คำตอบ · มานุษยวิทยา · 4 ปีที่ผ่านมา
  • ใครมีวิธีแก้ท้องผูกแบบธรรมชาติหรือใช้สมุนไพรธรรมชาติบ้างครับ?

    วิธีดื่มน้ำ 5 แก้ว แก้ท้องผูก วิธีนี้นอกจากจะช่วยแก้ท้องผูกแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้นทุกๆด้านอีกด้วย เพราะร่างกายเมื่อได้รับน้ำปริมาณมากเพียงพอตั้งแต่ตื่นนอนใหม่ๆ ก็จะทำให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้เป็นปกติตลอดทั้งวัน ปากคอจะขุ่มขื่น สบายเนื้อสบายตัวดี ตลอดวัน ส่วนวิธีการดื่มน้ำแก้ท้องผูกมีดังต่อไปนี้ 1 ) น้ำ 5 แก้ว... แสดงเพิ่มเติม
    วิธีดื่มน้ำ 5 แก้ว แก้ท้องผูก วิธีนี้นอกจากจะช่วยแก้ท้องผูกแล้ว ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้นทุกๆด้านอีกด้วย เพราะร่างกายเมื่อได้รับน้ำปริมาณมากเพียงพอตั้งแต่ตื่นนอนใหม่ๆ ก็จะทำให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้เป็นปกติตลอดทั้งวัน ปากคอจะขุ่มขื่น สบายเนื้อสบายตัวดี ตลอดวัน ส่วนวิธีการดื่มน้ำแก้ท้องผูกมีดังต่อไปนี้ 1 ) น้ำ 5 แก้ว แก้วละประมาณ 200 ซีซี รวมแล้วเป็น 1000 ซีซี หรือ1ลิตร สำหรับคนตัวใหญ่หรือมีความสามารถจะดื่มให้มากกว่านี้ก็ได้ ให้สังเกตดูว่าตัวเราเหมาะกับปริมาณเท่าใด บางคนไม่ถึง 5 แก้วก็ปวดท้องถ่ายแล้ว บางคนต้องมากกว่านั้นจึงจะรู้สึกปวดถ่าย แต่โดยมาก 5 แก้วก็มากเพียงพอแล้ว 2 ) ให้ใช้น้ำดื่มที่ไม่ได้แช่เย็น 3 ) ให้ดื่มทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า หลังจากลุกจากที่นอนใหม่ๆ ให้ดื่มน้ำนี้ทันทีก่อนทำกิจกรรมอื่นใดทั้งหมด ก่อนดื่มน้ำ ก็ควรจะบ้วนปากให้สะอาดเสียก่อน 4 ) ทยอยดื่มไปจนกว่าจะครบ 5 แก้ว ไม่จำเป็นต้องดื่มรวดเดียว ค่อยๆ ดื่มไปจนกว่าจะครบ 5 ) ในระหว่างการดื่มหรือหลังจากดื่มจนครบแล้วให้คอยสังเกต หากมีอาการปวดท้องถ่ายแม้เพียงเล็กน้อย ให้เข้าห้องสุขาถ่ายท้องทันที หากยังไม่มีอาการปวด การลุกยืนหรือเดินไปมาจะมีส่วนช่วยให้น้ำเดินทางไปเร็วขึ้น หากรอนานเกินไปการดื่มน้ำจะไม่ได้ผล ให้พยายามถ่ายท้องให้ได้หลังจากดื่มน้ำไปไม่นานนัก ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
  • ประจำเดือนไม่มา7วัน แปลว่าอะไรท้องหรือไม่ท้อง?

    คำตอบที่ดีที่สุด: จะรู้ได้อย่างไรว่า ‘ท้อง’ “ทราบได้อย่างไรคะหมอว่า หนูมีท้องหรือเปล่า” เอ๊ะ! ถามแปลก...ก็คนเรามีท้องกันทุกคนแหละครับ อ๋อ...หมายถึงว่า ตั้งท้องหรือเปล่าครับ ? ครับ คำถามเช่นนี้ ผมได้ฟังบ่อย ก็เลยถือโอกาสเอาง่ายๆ เขียนลงใน “หมอชาวบ้าน” ให้ได้อ่านกันทั่วถึง ใครได้อ่านก็อาจนำมาวิเคราะห์กับตัวเอง หรือจะตั้งตนเป็น “หมอชาวบ้าน”... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: จะรู้ได้อย่างไรว่า ‘ท้อง’ “ทราบได้อย่างไรคะหมอว่า หนูมีท้องหรือเปล่า” เอ๊ะ! ถามแปลก...ก็คนเรามีท้องกันทุกคนแหละครับ อ๋อ...หมายถึงว่า ตั้งท้องหรือเปล่าครับ ? ครับ คำถามเช่นนี้ ผมได้ฟังบ่อย ก็เลยถือโอกาสเอาง่ายๆ เขียนลงใน “หมอชาวบ้าน” ให้ได้อ่านกันทั่วถึง ใครได้อ่านก็อาจนำมาวิเคราะห์กับตัวเอง หรือจะตั้งตนเป็น “หมอชาวบ้าน” ช่วยวินิจฉัยให้เพื่อบ้านซะเลย ก็อาจจะเข้าทีเหมือนกันนะคุณ เอาละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มต้นเรียนวิธีการวิเคราะห์ว่า ตั้งท้องหรือไม่...พร้อมแล้วใช่ไหมครับ ประการที่หนึ่ง ท่านว่า ใครก็ตาม ถ้าหากสงสัยว่าจะท้อง ควรจะมีอาการดังต่อไปนี้บ้าง ไม่ข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้งหมดก็ไม่ว่า 1. การขาดประจำเดือน ประจำเดือนที่เคยมาอยู่สม่ำเสมอ เกิดหายหน้าหายตาไป อาทิตย์ก็แล้ว สองอาทิตย์ก็แล้ว...เดือนหนึ่งก็แล้ว ประจำเดือนยังเฉย ก็พึงสังวรไว้เลยว่า อาตมาท้องแล้วก็ได้ 2. มีอาการแพ้ท้อง ใครที่ไม่เคยท้อง อาจจะไม่รู้ว่า อาการแพ้ท้องนั้นเป็นฉันใด บอกให้ก็ได้ โดยส่วนมากแล้ว อาการดังกล่าวมักจะเป็นวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน โดยมากอาจเป็นตอนเช้าๆ หรือบางคนตลอดทั้งวัน บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก ถึงกับต้องหามไปนอนให้น้ำเกลือในโรงพยาบาล ฉะนั้น ใครผู้ใดที่เป็นผู้หญิงประตำเดือนขาด ตื่นเช้ามา มีอาการอ้วก โอ้กอ้าก แล้วละก้อ ท่านว่าให้สงสัยเอาไว้ก่อน...เอ้า เก๊าะสงสัยว่า จะตั้งท้องละสิครับ อาการแพ้ท้องมิได้จบลงแค่นี้ บางคนมาในรูปแปลก ของที่เคยชอบกลับเกลียด ของที่เกลียดกลับชอบ ของที่เขาไม่กินกลับตาละปัดมาพิศสวาท อย่างเช่น ภรรยาแพ้ท้อง เห็นหน้าสามีทีไร เป็นอ้ากใส่ทุกทีเห็นหน้าเป็นเหม็นว่างั้นเถอะ...นี่ของเคยชอบกลับกลายเป็นไม่ชอบซะแล้ว...ปลาร้าปลาเจ่า ตอนยังไม่ท้อง พอได้กลิ่นพาลจะอ้วก แต่พอตั้งท้องกลังร้องเรียกหา อย่างงี้ก็มี...ของบางอย่างคนเขาไม่กินกัน อย่างเช่น ขี้เถ้า ยังงี้ ผมยังงี้ เกิดแพ้ท้องขึ้นมา เห็นเป็นของอร่อยไปเสียฉิบ ของเหล่านี้ท่านว่า ถ้าพบถ้าเห็นให้คอยจ้องไว้ให้ดี คงไม่หนีที่จะเป็นแม่เด็กแน่แท้ 3. เต้านมเต่งตึงขึ้น ใครที่เคยมีหน้าอกเล็ก ขนาดขนมครก ไข่ดาว ไข่เจียว อะไรก็ตามแต่ จะรู้สึกแปลกใจขึ้นว่า ระยะนี้เป็นยังไงกันนักหนา...หรือว่า พระอินทร์ที่ไหนมาโปรด ที่มาช่วยเสริมสร้างทรวดทรงตรงอกให้บึ้บบั้บขึ้นมา...มิได้ครับคุณ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมดา ธรรมชาติของคนที่ตั้งท้อง หลังจากคลอดแล้ว ลูกหย่านมแล้วมันก็จะกลับเล็กลงอีก แต่ก็ยังดีที่ยังไง ก็ยังโตกว่าดั้งเดิม อีกประการหนึ่ง ที่ควบคู่มาในระยะแรกเริ่มที่ประจำเดือนขาด ก็คือ ปวดเจ็บบริเวณเต้านมทั้งสอง เจ็บตึงๆ คล้ายนมคัดอ่อนๆ เขาว่ากันอย่างนั้นนะครับ ตัวผมเองไม่เคยชักที ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    9 คำตอบ · การตั้งครรภ์ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • คนไทยทำไมพูดภาษาอังกฦษไม่ค่อยเป็น?

    คำตอบที่ดีที่สุด: เรียนภาษาอังกฤษให้เก่งต้องทำยังไง? คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต ทักษะในการเรียนภาษา มี 4 อย่างคือ 1.ฟัง 2.พูด 3.อ่าน 4.เขียน การเรียนภาษาใดๆ ได้ดี เพื่อใช้ทักษะได้ครบ ทั้ง 4 ชนิดควรเรียนลำดับตามนี้ครับ คนไทยเรียนภาษาอังกฤษแล้วพูดไม่ได้ เพราะ ไม่ได้ฝึกฟังเสียงเจ้าของภาษามากเท่าที่ควร เพราะทั่วๆไปที่เห็น... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: เรียนภาษาอังกฤษให้เก่งต้องทำยังไง? คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเพื่อนๆ ที่ช่วยกันโหวต ทักษะในการเรียนภาษา มี 4 อย่างคือ 1.ฟัง 2.พูด 3.อ่าน 4.เขียน การเรียนภาษาใดๆ ได้ดี เพื่อใช้ทักษะได้ครบ ทั้ง 4 ชนิดควรเรียนลำดับตามนี้ครับ คนไทยเรียนภาษาอังกฤษแล้วพูดไม่ได้ เพราะ ไม่ได้ฝึกฟังเสียงเจ้าของภาษามากเท่าที่ควร เพราะทั่วๆไปที่เห็น เริ่มเขียน A b c เลย ไม่เคยฟังเลย เมื่อฟังไม่ได้ ก็ไม่ทราบว่า แต่ละศัพท์ออกเสียงถูกต้องได้อย่างไร อยากพูดเก่ง ก็ต้องฟังให้มาก อยากทำอะไรเก่งก็ต้องทำสิ่งนั้นให้มากพอ พยายามเริ่มจากหนังสือที่ง่ายที่สุด จะได้ไม่เบื่อที่ต้องค้นหาศัพท์มาก ทำอะไรก็ไม่พ้นความขยันหมั่นเพียรครับ -เหตุที่ให้เน้นการฟังก่อน เพราะการเรียนภาษาแม่(ภาษาของตัวเอง)ในโลก ล้วนเริ่มจากการฟัง พ่อแม่ พี่เลี้ยงพูดให้ฟังทั้งนั้น นั่นคือการเรียนภาษาที่ถูกต้องตามธรรมชาติครับ ค่อยๆเพิ่มการเรียนรู้ศัพท์ พร้อมโครงสร้างประโยคไปเรื่อยๆ - สังเกตการเรียนภาษาไทยของเด็ก เช่นกัน ค่อยๆ รู้คำศัพท์ แต่การรู้ศัพท์ใดๆ ควรรู้หน้าที่ของคำนั้นๆ ด้วย นอกจากดูแต่คำแปลเท่านั้น หน้าที่หมายถึง คำๆนั้น เป็น คำ noun,verb,adjective etc. ทำยังไงให้กล้าพูด ทำยังไงให้พูดภาษาเป็นเร็วๆ? คือว่าเราอยู่ประเทศสวิสเซอร์เเลนด์มา1ปีกว่าเเล้วยังพูดภาษาไม่ได้สักที เเต่เวลาฟังฝรั่งพูดอ่ะฟังออกนะเเต่เราเเค่พูดไม่ได้ เราไม่เข้าใจตัวเองเลย เราอ่ะอาจจะพูดได้เเต่ไม่กล้าพูดเพราะกลัวว่าคนอื่นจะฟังไม่ออก ทำไงดี คำตอบที่ดีที่สุด - เลือกโดยเจ้าของคำถาม John Wilson" IN the same way as the learner cyclist will at first be clumsy and even fall off his bicycle, so will he language learner make mistakes and fail to say what he should say." เขาบอกการฝึกพูดภาษาก็เหมือนกันฝึกขี รถจักรยาน อาจล้มบ้างก็ธรรมดา เหมือนฝีกพูดภาษา อาจพูดผิดบ้าง ก็ธรรมดา เหมือนการฝึกว่ายน้ำ ฝึกว่ายน้ำบนบกนานเท่าไร ก็ว่ายน้ำไม่เป็นแน่นอน เหมือนกัน อยากพูดภาษาได้ก็ต้องฝึกบ่อยๆ ความจริงคุณมี่โอกาสมากที่จะฝึก เพราะอยู่ต่างประเทศ -ผมคิดว่าคุณฝึกพูดวันละ 5-6 ประโยคก็พอ กำหนดเลยว่า พรุ่งนี้จะไปพูดกับใคร แล้วเตรียมตัวให้ดี ฝึกให้ได้ทุกๆ วัน ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกวัน สัก 3 เดือนคุณจะก้าวหน้า มากกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาครับ -ทันโต เสฎโฐ มนุสเสสุ มนุษย์ที่ฝึกดีแล้ว เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ มนุษย์ถื่อว่าเป็นสัตว์ที่อ่อนแอที่สุด ต่างจากช้างม้าวัวควาย พอเกิดมาก็ช่วยตัวเองได้ แต่มนุษย์ ใช้เวลา 20-30 ปีกว่าจะช่วยตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ แต่ความวิเศษของมนุษย์ก็คือ มนุษย์ที่ฝึกดีแล้ว ความเจริญก้าวหน้าของโลก ทุกอย่าง แม้แต่อินเตอร์เนต ที่สามารถย่อโลกได้ ก็เกิดจากมนุษย์ที่ฝึกฝนตัวเองดีแล้วครับ หลักพระพุทธศาสนาเน้นการฝึกฝน พัฒนาตนเองมากครับ คนจะเป็นอะไรก็เพราะการฝึกทั้งสิ้น -อยากพูดภาษาได้เร็วต้องเริ่มด้วยการ คิดเป็นภาษาอังกฤษก่อน จะทำอะไรในชีวิตประจำวันก็คิดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดทุกเวลา ขั้นแรกเราจะได้คำศัพท์ พอได้ศัพท์แล้วก็สร้างประโยค แล้วฝึกพูดจริงๆ ทุกๆ วัน เช่นหิวก็คิดถึง Food กระหายก็คิดถึง water จะไปทำงานก็คิดถึง office จะไปห้องน้ำก็คิดถึง toilet จะอาบน้ำก็คิดถึง bathroom เป็นต้น ที่มา: The teaching of English by John wilson http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20110119203701AADBbcW
    10 คำตอบ · การสอน · 5 ปีที่ผ่านมา
  • อยากลดความอ้วน กลุ่มใจมาก?

    คำตอบที่ดีที่สุด: รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม =... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (เซนติเมตร) ลบ 100 เช่น ผู้ชายที่สูง 170 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อนำมาลบด้วย 100 จะได้ผลลัพธ์ 70 ตัวเลข 70 คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ผู้หญิง น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) ลบ 110 เช่น ผู้หญิงที่มีส่วนสูง 160 ซม. เมื่อนำมาลบ ด้วย 110 จะได้ผลลัพธ์ 50 ตัวเลข 50 คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 2. หาค่าดัชนีมวลกาย (body mass index-BMI) มีวิธีคำนวณได้ดังนี้ ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (กก.) หาร ความสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น คนที่น้ำหนัก 75 กก. และสูง 170 ซม. (1.7 เมตร) จะมีดัชนีมวลกาย = (75 หาร 1.7) แล้ว1.7 อีกครั้ง = 25.9 กก.ต่อ ตารางเมตรอยู่ในเกณฑ์อ้วนระดับ 1 สำหรับค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมมีดังนี้ ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอม 18.5 - 22.9 รูปร่างปกติ 23.0 - 24.9 รูปร่างอ้วน 25.0- 29.9 อ้วนระดับ 1 30 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2 3. การวัดเส้นรอบเอว และสะโพก การดูด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย เป็นความรู้สึก ณ ตอนที่เห็น เปรียบเทียบกับภาพอดีตที่ผ่านมา (อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือนานเป็นปีก็ได้) แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งหลายครั้งก็ จะทักผิดทักถูก การวัดเส้นรอบเอวเป็นมาตรฐาน นั่นคือวัดที่ระดับจุดกึ่งกลางระหว่างใต้ชายโครงและเหนือกระดูกสะโพก ผู้ชาย ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว (90ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ผู้หญิง ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว (80 ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ค่าสัดส่วนเอว และสะโพก = เส้นรอบเอว (เมตร) หาร เส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด กรณีผู้ใหญ่ (ชาย) ถ้าเกิน 1.0 ถือว่าอ้วนลงพุง และผู้หญิง ถ้าเกิน 0.8 ถือว่าอ้วนลงพุง ลดความอ้วนด้วยอาหาร และการออกกำลังกาย อันตรายจากโรคอ้วน ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
  • ทำอย่างไรให้อ้วนดีค่ะกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนซักทีตอนนี้ก็อายุ17แล้วอ่ะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: จากการศึกษาวิถีการกินกับความอ้วนของกลุ่มประชาการตัวอย่าง 5,200 ราย พบว่า วิธีการกินอาหารที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินมีอยู่ 7 แบบ หรือ 7 วิถีการกิน คือ 1. การกินตามอารมณ์ บางคนใช้การกินเป็นการระบายอารมณ์จัดการความรู้สึก เช่น ยิ่งเครียดยิ่งกิน ยิ่งเศร้าก็ยิ่งกิน ดีใจก็กินฉลอง เสียใจก็กินประชด พูดง่ายๆว่า... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: จากการศึกษาวิถีการกินกับความอ้วนของกลุ่มประชาการตัวอย่าง 5,200 ราย พบว่า วิธีการกินอาหารที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินมีอยู่ 7 แบบ หรือ 7 วิถีการกิน คือ 1. การกินตามอารมณ์ บางคนใช้การกินเป็นการระบายอารมณ์จัดการความรู้สึก เช่น ยิ่งเครียดยิ่งกิน ยิ่งเศร้าก็ยิ่งกิน ดีใจก็กินฉลอง เสียใจก็กินประชด พูดง่ายๆว่า อารมณ์แบบไหนก็กินทั้งนั้น 2. กินแต่ของสำเร็จรูป เพราะหาง่าย อยู่ใกล้มือ ไม่ชอบกินของสด เพราะรู้สึกเหม็นเขียว ไม่อร่อย จืดชืด รสชาติไม่สะใจ ของสำเร็จรูปโดยเฉพาะฟาสต์ฟู้ดจะมีไขมัน แป้ง น้ำตาลค่อนข้างสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อ้วนได้หากรับประทานประจำ 3. กินแก้กลุ้ม กังวลมากไปก็หิวบ่อย เครียดมากไปก็กินบ่อย 4. กินของ "ว่าง" (ที่ไม่ว่าง) ทั้งวัน กินไปทำงานไป กินไปดูทีวีไป 5. กินเติมเต็มความสุขทางใจ ทางจิตวิญญาณ การกินเป็นเครื่องแสดงความมีบุญวาสนามีอันจะกิน กินดีอยู่ดี กินให้อ้วน แสดงว่ามีความอุดมสมบูรณ์ 6. กินตามบรรยายกาศ สุนทรียภาพ เช่น กินในที่สงบ ร่มรื่นเย็นสบาย จะกินได้มากเป็นพิเศษ หรือนักชิม ผู้ชอบในศิลปะการทำอาหารหรือการกินอาหาร ทำให้เกินนิสัย "กินเกิน"Ž 7. กินออกสังคม เช่น กินสังสรรค์ในหมู่เพื่อนญาติมิตรสหาย ในครอบครัวกับคนที่รู้ใจ จะทำให้กินได้นานและมากกว่าปกติ ดังนั้น ใครที่ไม่อยากอ้วนหรือจะลดน้ำหนักต้องระวังการกินในสถานการณ์ หรือวิถีการกินสู่ความอ้วนทั้ง 7 นี้ไว้ให้ดี ไม่เผลอตัวจนพุงยื่นออกมานอกตัว
    4 คำตอบ · การกินและการออกกำลังกาย · 4 ปีที่ผ่านมา
  • มีอีกคำถามค่ะ คือฉันลงพุงอยากจะลดพุงขอคำแนะนำจากเพื่อนๆๆด้วย?

    อ้วน ...อ้วน ...อ้ ว น ! "คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป"โฆษณาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของค่ายหนึ่ง ที่ใช้ตัวแสดงสาว 2 คน คือ ทั้งอ้วนและผอม พูดพาด พิงถึงชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา 7 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้แฟนเรียกว่า " ก้านกล้วย "... แสดงเพิ่มเติม
    อ้วน ...อ้วน ...อ้ ว น ! "คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป"โฆษณาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของค่ายหนึ่ง ที่ใช้ตัวแสดงสาว 2 คน คือ ทั้งอ้วนและผอม พูดพาด พิงถึงชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา 7 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้แฟนเรียกว่า " ก้านกล้วย " ที่แฝงนัยว่าตัวอ้วนเหมือนช้างก้านกล้วยนั่นเองความอ้วนความผอมกระทบความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้ไม่มากก็น้อย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของชีวิตคู่จะรู้ได้อย่างไรว่า อ้วน ผอมถ้าอ้วนแล้วจะทำอย่างไรให้พอดีผอมไปเหมือนไม้เสียบผี จำพวกคนไม่มีไส้ ควรจะทำอย่างไร รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (เซนติเมตร) ลบ 100 เช่น ผู้ชายที่สูง 170 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อนำมาลบด้วย 100 จะได้ผลลัพธ์ 70 ตัวเลข 70 คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ผู้หญิง น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) ลบ 110 เช่น ผู้หญิงที่มีส่วนสูง 160 ซม. เมื่อนำมาลบ ด้วย 110 จะได้ผลลัพธ์ 50 ตัวเลข 50 คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 2. หาค่าดัชนีมวลกาย (body mass index-BMI) มีวิธีคำนวณได้ดังนี้ ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (กก.) หาร ความสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น คนที่น้ำหนัก 75 กก. และสูง 170 ซม. (1.7 เมตร) จะมีดัชนีมวลกาย = (75 หาร 1.7) แล้ว1.7 อีกครั้ง = 25.9 กก.ต่อ ตารางเมตรอยู่ในเกณฑ์อ้วนระดับ 1 สำหรับค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมมีดังนี้ ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอม 18.5 - 22.9 รูปร่างปกติ 23.0 - 24.9 รูปร่างอ้วน 25.0- 29.9 อ้วนระดับ 1 30 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2 3. การวัดเส้นรอบเอว และสะโพก การดูด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย เป็นความรู้สึก ณ ตอนที่เห็น เปรียบเทียบกับภาพอดีตที่ผ่านมา (อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือนานเป็นปีก็ได้) แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งหลายครั้งก็ จะทักผิดทักถูก การวัดเส้นรอบเอวเป็นมาตรฐาน นั่นคือวัดที่ระดับจุดกึ่งกลางระหว่างใต้ชายโครงและเหนือกระดูกสะโพก ผู้ชาย ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว (90ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ผู้หญิง ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว (80 ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ค่าสัดส่วนเอว และสะโพก = เส้นรอบเอว (เมตร) หาร เส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด กรณีผู้ใหญ่ (ชาย) ถ้าเกิน 1.0 ถือว่าอ้วนลงพุง และผู้หญิง ถ้าเกิน 0.8 ถือว่าอ้วนลงพุง อันตรายจากโรคอ้วน ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    2 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาพ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • การปกครองระบบประชาธิปไตย คำนึงถึงเรื่องใดเป็นสำคัญ?

    ความสำคัญในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย จึงต้องเริ่มจากการพัฒนาและสร้างสรรค์คุณสมบัติแห่งความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล คุณสมบัติดังกล่าว เรียกว่า ธรรมาธิปไตย ซึ่งหมายถึงแต่ละคนจะต้องถือธรรมเป็นใหญ่ ยึดถือความจริง ถือหลักการ ตลอดจนกฎเกณฑ์กติกาเป็นใหญ่ เป็นมาตรฐานหรือเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ เรียกสั้นๆ ว่า หลักการ หรือ ธรรม ซึ่งมี 2 ระดับ คือ... แสดงเพิ่มเติม
    ความสำคัญในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย จึงต้องเริ่มจากการพัฒนาและสร้างสรรค์คุณสมบัติแห่งความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล คุณสมบัติดังกล่าว เรียกว่า ธรรมาธิปไตย ซึ่งหมายถึงแต่ละคนจะต้องถือธรรมเป็นใหญ่ ยึดถือความจริง ถือหลักการ ตลอดจนกฎเกณฑ์กติกาเป็นใหญ่ เป็นมาตรฐานหรือเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ เรียกสั้นๆ ว่า หลักการ หรือ ธรรม ซึ่งมี 2 ระดับ คือ 1.หลักการคือตัวความจริง ความถูกต้องดีงาม ความเป็นเหตุผลในสิ่งทั้งหลายที่เป็นความจริงอยู่โดยธรรมดาในธรรมชาติ 2.หลักการที่มนุษย์บัญญัติวางขึ้น โดยใช้ปัญญาพิจารณาถึงความจริง ความถูกต้องดีงามในข้อ 1 แล้วยกขึ้นมาตั้งเป็นข้อกำหนดในสังคม ให้ทุกคนยึดถือปฏิบัติตาม เช่น วางเป็นกฎเกณฑ์ กติกา หรือกฎหมาย ถ้าบุคคลใดยึดถือธรรม คือ หลักการตามความหมาย 2 อย่างข้างต้นนั้นเป็นใหญ่ คือ เป็นมาตรฐานหรือเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ บุคคลผู้นั้นก็เป็นธรรมาธิปไตย ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ จึงต้องการบุคคลที่มีคุณภาพด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าสังคมใด มีบุคคลที่เป็นธรรมาธิปไตย เข้ามาปฏิบัติการต่างๆ ในสังคม โดยใช้ระบบประชาธิปไตยที่จัดตั้งไว้เป็นสื่อและเป็นเครื่องมือดำเนินการ สังคมนั้นก็จะเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ดี ดังที่ท่านได้เสนอไว้ว่า ในระบบประชาธิปไตยนั้น ถือว่าเสียงประชาชนเป็นใหญ่ และเสียงประชาชนนั้นเป็นเสียงสวรรค์ ถ้าเราไม่ต้องการให้เสียงสวรรค์กลายเป็นเสียงนรก ก็ต้องพัฒนาประชาธิปไตยให้ดี โดยพัฒนาประชาชนให้มีคุณภาพ ด้วยการพัฒนาปัญญา ให้สามารถเลือกตัดสินใจด้วยการใช้ปัญญาอย่างยิ่งยวด ให้เป็นปัญญาที่บริสุทธิ์ อิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำของโลภะ โทสะ และโมหะ ไม่เลือกตัดสินใจหรือทำการใดเพราะเห็นแก่จะได้ผลประโยชน์ส่วนตัว โดยมุ่งหาอำนาจความยิ่งใหญ่ หรือความเคียดแค้นชิงชังมุ่งทำลายใคร หรือโดยไร้ความรู้ความคิด ไม่มีวิจารณญาณ
  • มีตกขาวเยอะทำให้ไม่มีลูกหรือเปล่า?

    คำตอบที่ดีที่สุด: ตกขาว มีคนไข้จำนวนไม่น้อย... ผมหมายถึงคนไข้หญิง... ที่ไปหาแพทย์ด้วยเรื่องตกขาว...จากการศึกษาพบว่า หนึ่งในสามของคนไข้นรีเวช มีปัญหาในตกขาวนี้มาก ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ตกขาวมีลักษณะเป็นหนอง ตกขาวเป็นก้อนๆ ตกขาวทำให้คันช่องคลอดและอีกหลายๆ จะบ่นจากปากคนไข้ แม้ว่าบางคนบอกคุณหมอว่า "อีฉันไม่มีตกขาวหรอกค่า ที่มาหาคุณหมอนี่ก้อ... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: ตกขาว มีคนไข้จำนวนไม่น้อย... ผมหมายถึงคนไข้หญิง... ที่ไปหาแพทย์ด้วยเรื่องตกขาว...จากการศึกษาพบว่า หนึ่งในสามของคนไข้นรีเวช มีปัญหาในตกขาวนี้มาก ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ตกขาวมีลักษณะเป็นหนอง ตกขาวเป็นก้อนๆ ตกขาวทำให้คันช่องคลอดและอีกหลายๆ จะบ่นจากปากคนไข้ แม้ว่าบางคนบอกคุณหมอว่า "อีฉันไม่มีตกขาวหรอกค่า ที่มาหาคุณหมอนี่ก้อ เพราะว่าตกเขียว มันแยะจัง" เป็นงั้นไป เห็นจะต้องมาทำความรู้จักกันเสียก่อนว่า "ตกขาว" มันคืออะไร ก็ตอบได้ง่ายๆ ว่า มันก็คือสิ่งซึ่งออกมาจากช่องคลอด มีสถานะเป็นของเหลว หรือบางครั้งกึ่งของเหลว ทั้งนี้และทั้งนั้น ยกเว้นเลือด "ตกขาว" มีหลายชื่อ เรียก...ระดูขาว เมนส์ขาว มุตกิจ ตรงกับภาษาแพทย์ว่า ลิวคอเรีย (Leukorrhea) ทำไมต้องมีคำว่า "ขาว" อยู่ด้วย ก็เพราะว่าปกติวิสัยแล้ว มันจะมีสีขาว ถึงแม้ว่าในสภาวะผิดจากปกติไป จะมีสีอื่นเราก็ยังเรียกว่า "ตกขาว" อยู่นั่นเอง ก็อย่างว่า คุณหมอบางคนพาซื่อพิจารณาดูตกขาวเห็นเป็นสีอื่น เช่น สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้างก็เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า ตกเขียว ตกเหลือง ก็เป็นที่เข้าใจกัน ถึงแม้ว่าชื่อเหล่านี้ ผู้ป่วยจะเข้าใจเรียกไปเองก็ตาม "ตกขาว" มีทั้งปกติและผิดปกติ ฉะนั้นคุณผู้หญิง ไม่ว่า เด็กเล็ก เด็กโต สาวน้อย สาวมาก แก่น้อย แก่มาก ต่างก็มีตกขาวด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่า ปกติหรือไม่เท่านั้น แล้วผมจะเขียนให้อ่านต่อไปว่า แบบไหนผิด แบบไหนไม่ผิดปกติ ถ้าผิดปกติจะผิดอย่างไร โดยปกติแล้ว ผู้หญิงทุกคนจะมีตกขาว เพียงแต่ว่าจะมีอยู่ในขอบเขตที่พอดี ไม่ออกมาเพ่นพ่านข้างนอก หรือจะออกมาก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็อีกนั่นแหละ อาจมีข้อยกเว้นบ้างในกรณี ยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เช่น คุณผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง จะมีตกขาวมากกว่าธรรมดา ปากช่องคลอด ... ช่องคลอด... ปากมดลูก... มดลูก และปีกมดลูกต่างก็มีส่วนในการสร้างตกขาวด้วยกันทั้งนั้น เมื่อส่วนนั้นผิดปกติไป ตกขาวก็กระทบกระเทือนผิดปกติไปด้วย มาพิจารณาบริเวณปากช่องคลอด... ส่วนมดลูก... ประกอบไปด้วยต่อมหลายอย่าง มีความสำคัญในการสร้างน้ำมูกไว้หล่อลื่นในคราวจำเป็น(ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ) ภาวะมีบุตรยากและการแก้ไข ภาวการณ์มีบุตรยากเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตสมรส คู่สามีภรรยาที่สมรสมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วยังไม่มีบุตร จะมีความรู้สึกว่าชีวิตสมรสไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดสิ่งผูกพันยึดเหนี่ยวระหว่างกันและไม่มีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นในชีวิตสมรส นอกจากนี้แล้วการไม่มีบุตรสืบสกุลก็อาจนำไปสู่การหย่าร้างหรือสามีมีภรรยาใหม่ ภาวการณ์มีบุตรยากนี้ทางการแพทย์ถือว่าเกิดขึ้นเมื่อคู่สามีภรรยาอยู่กินกันมาเป็นเวลา 1 ปี และมีเพศสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอแล้วยังไม่มีบุตร เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสาเหตุของการมีบุตรยาก และวิธีแก้ปัญหา ผู้เขียนจะขอสมมติเหตุการณ์ของคู่สมรสที่แต่งงานมาได้ 2 ปี แล้วยังไม่มีบุตร มาพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา รวมทั้งขอรับการรักษาเพื่อให้มีบุตร สมพล : คุณหมอครับ เราสองคนแต่งงานกันมา 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีบุตร สุขภาพโดยทั่วไปของเราสมบูรณ์ดี ผมอยากทราบว่ามีวิธีการรักษาอะไรบ้างมั้ยที่จะทำให้เรามีบุตร แพทย์ : ก่อนที่จะพูดถึงการรักษา ผมขอชมคุณทั้งสองว่าเป็นคู่แต่งงานที่น่ารักมาก เมื่อมีปัญหาก็มาพบแพทย์ด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ผลการรักษาดีขึ้นมาก โดยทั่วไปปัญหาการมีบุตรยากนี้ ฝ่ายชายมักจะไม่ค่อยยอมมาพบแพทย์ เนื่องจากกลัวว่าแพทย์จะตรวจพบว่าตัวเองเป็นหมัน ทำให้เสียหน้าความเป็นชายอะไรทำนองนั้น ที่จริงแล้วสาเหตุของการมีบุตรยากนั้นเป็นผลจากทางฝ่ายหญิงร้อยละ 50-60 ที่เหลือเกิดจากสาเหตุทางฝ่ายชาย หรือสาเหตุร่วมทั้งสองฝ่าย ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือปัญหาทางด้านจิตใจ จิตใจที่มีความเครียด วิตกกังวล จะเป็นปัจจัยซึ่งทำให้ทางฝ่ายหญิงมีประจำเดือนผิดปกติ ไข่ไม่สุก ฝ่ายชายก็อาจมีการสร้างตัวอสุจิที่ไม่สมบูรณ์ ไม่แข็งแรง ผลที่ตามมาก็คือไม่ตั้งครรภ์นั่นเอง สุดา : นอกจากที่กล่าวมา ยังมีปัจจัยหรือสาเหตุอะไรอีกมั้ย แพทย์ : มีอีกมากครับ ก่อนอื่นผมจะขออธิบายถึงปัจจัยที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ก่อน เมื่อทราบอันนี้แล้ว สาเหตุอะไรที่ทำให้ปัจจัยดังกล่าวบกพร่องหรือผิดปกติไปก็ย่อมจะทำให้เกิดการมีบุตรยาก จริงมั้ยครับ สำหรับปัจจัยที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์นั้นแบ่งออกได้เป็น ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    5 คำตอบ · การตั้งครรภ์ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • ใครมีวิธีทำให้หน้าขาวใสแบบธรรมชาติมั่งคะ?

    จากชื่อเรื่องที่ต้องเขียนว่า "โรคบ้าความขาว...ของวัยรุ่นไทย" ก็เพราะหากเขียนเป็น "โรคบ้าความขาว" อย่างเดียว พาลจะนึกไปถึงอาการไม่เหมาะ ไม่ควรของผู้ใหญ่เพศชายบางคนที่แพ้ความขาวของผู้หญิงอันนี้หลายคนทราบดี แต่ที่อยากพูดถึงคือความอยากมีผิวขาวของวัยรุ่นไทยทั้งหญิงและชาย... แสดงเพิ่มเติม
    จากชื่อเรื่องที่ต้องเขียนว่า "โรคบ้าความขาว...ของวัยรุ่นไทย" ก็เพราะหากเขียนเป็น "โรคบ้าความขาว" อย่างเดียว พาลจะนึกไปถึงอาการไม่เหมาะ ไม่ควรของผู้ใหญ่เพศชายบางคนที่แพ้ความขาวของผู้หญิงอันนี้หลายคนทราบดี แต่ที่อยากพูดถึงคือความอยากมีผิวขาวของวัยรุ่นไทยทั้งหญิงและชาย ซึ่งปัจจุบันเป็นกระแสที่มาแรงมากจนบางคนอยากเปลี่ยนสีผิวที่พ่อแม่ให้มากันเลยทีเดียว อันที่จริงแล้ว กระแสความอยากขาวใส ขาวเด้งนี้ น่าจะมีต้นแบบมาจากดาราญี่ปุ่น เกาหลี ที่เขามีผิวขาวเนียนเป็นทุนอยู่แล้ว หรือแม้แต่ดาราไทยบางคนก็ผิวดีมาแต่กำเนิดและมีการดูแลผิวพรรณ เป็นอย่างดี ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจก่อน ไม่ใช่หลับหูหลับตาคิดว่าจะมียาวิเศษ หรือครีมวิเศษอะไรทำให้ขาวได้ดังใจ เพราะขึ้นกับพื้นฐานสีผิวของแต่ละคน ดูง่ายๆ คือ คนเราจะผิวขาวได้มากที่สุดก็ประมาณผิวใต้ร่มผ้า ที่ไม่สัมผัสแดด คือถ้าดูแลบำรุงดีๆ ก็จะได้แค่นั้นแหละ (อันนี้พูดถึงขาวปกติทั่วไป ไม่เกี่ยวกับการฉีดสารยับยั้งเปลี่ยนแปลงเซลล์เม็ดสี) มีผู้ป่วยของหมอคนหนึ่งเป็นวัยรุ่น เคยมาปรึกษาว่า "ทุกวันนี้หนูกินวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วันละเม็ด แต่ยังไม่ค่อยรู้สึกขาว จะขอฉีดเพิ่มอีกได้ไหมคะ เพื่อนหนูเค้ากินด้วยแล้วก็ฉีดทุกสัปดาห์เลย ก็ขาวขึ้น ใสกิ๊กเลยค่ะ" ได้ฟังแค่นี้ก็เครียดแล้วครับ เด็กสมัยนี้ไม่กลัวเข็มกลัวเจ็บกันเลย ห่วงสวยมากกว่า นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องการนิยมฉีดกลูตาไทโอน โดยหวังผลให้ผิวขาวขึ้นจากการไปยับยั้งการสร้างเซลล์เม็ดสี ซึ่งคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็เคยออกมาเตือน และห้ามฉีดในสถานเสริมความงาม เพราะมักจะอวดอ้าง สรรพคุณเกินจริง และผลของความขาวจะอยู่ได้เพียงชั่วคราว ถ้าโชคไม่ดีอาจแพ้ยาหรือเจอยาปลอมก็เกิดอันตรายได้ ที่น่าห่วงคือยังมีการแอบให้บริการฉีดอยู่ ก็เพราะค่านิยมอยากขาวกันนี่แหละที่ทำให้หลายๆ คน "ยอมเสี่ยง เพราะอยากสวย" มาพูดถึงวิตามินซีกันต่อ ที่จริงแล้วการที่คนเรากินอาหารได้ตามปกติ กินผักผลไม้บ่อยๆ ก็จะได้รับจาก อาหารเพียงพออยู่แล้ว วิตามินซีมีประโยชน์มากมาย เช่น ปกป้องเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระ เป็นต้น แต่หากได้รับมากเกินไปอาจเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุบางอย่าง อาจทำให้เกิดนิ่วในไตได้ นอกจากนี้ ยังสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น กินผักผลไม้ จะปลอดภัยและประหยัดกว่า คนที่นิยมใช้วิตามินซีเพื่อบำรุงผิวพรรณมีหลายคนที่ทั้งกินทั้งฉีด บางคนซื้อวิตามินซีหรือกลูตาไทโอนมาฉีดเอง หรือให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการฉีดยาฉีดเข้าหลอดเลือดให้ ฟังดูน่ากลัวมาก ทำไมช่างใจกล้ากันเหลือเกิน การฉีดยาสุ่มสี่สุ่มห้านั้นอันตรายมากโดยเฉพาะการฉีดเข้าหลอดเลือด ทั้งเรื่องของการฉีดไม่ถูกวิธี การติดเชื้อ อันตรายจากการฉีดเกินขนาด การแพ้ยา และยาปลอม เป็นต้น เรื่องของวิตามินเพิ่มความสวยนี่ แม้แต่ภรรยาผมเองยังเคยมาปรึกษาเรื่องวิตามินแบบเม็ดรวมทั้งอาหารเสริมของต่างประเทศอีกสารพัดประเทศ โดยนำกล่องตัวอย่างจากเพื่อนมาให้ดู บางตัวยังแปลไม่ออกเลยด้วยซ้ำเพราะไม่มีภาษาอังกฤษก็เลยไม่ทราบว่าคืออะไร มีส่วนประกอบอะไรบ้าง กินอย่างไร มีผลอย่างไรต่อร่างกาย รู้กันคร่าวๆ ว่าตัวนี้กินแล้วขาว ตัวนั้นกินแล้วลดริ้วรอย แค่คิดก็น่ากลัวแล้วครับ กรณีนี้เลยถูกผมเตือนปนเอ็ดไปแล้ว นี่ขนาดไม่ใช่วัยรุ่นแล้วนะ ยังอดตามกระแสกับเขาไม่ได้ สำหรับวิธีการที่ทำให้ ผิวพรรณสวยสดใส ดูเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดีโดยไม่ต้องพึ่งสารสังเคราะห์ใดๆ และยังปลอดภัยต่อร่างกายด้วย คือการกินอาหารที่มีประโยชน์ กินผักผลไม้ บ่อยๆ (ที่มีวิตามินซีมากคือ ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม) ดื่มน้ำสะอาดวันละ 2 ลิตร ออกกำลังกายให้เลือดสูบฉีดไหลเวียนดี พยายามไม่เครียด ใช้ครีมกันแดดทุกวัน พยายามหลบเลี่ยงแสงแดดจัดๆ ขัดผิวสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และหาครีมบำรุงตามสภาพผิว แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มีผิวสวยสุขภาพดีแบบประหยัดและไม่เสี่ยงโดยไม่จำเป็น ความอยากสวยอยากหล่อนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนสวยหล่อกันอย่างมีสติด้วยนะค
    6 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับความสวยความงาม · 4 ปีที่ผ่านมา
  • ลูกชายอายุ4ขวบเป็นโรคหอบหืดรักษาอยู่ จะหายขาดหรือเปล่าค่ะ?

    หอบหืดหายได้ไม่ยาก 05.00 นาฬิกาตรงของวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2531 เสียงปืนสัญญาณปล่อยตัวนักวิ่ง Bangkok Marathon ออกจากจุดปล่อยตัว ณ สนามไชย จำนวนนักวิ่งทั้งหญิงและชายประมาณ 1,600 คน ต่างวิ่งออกไปด้วยจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน บ้างก็เพื่อรางวัล บ้างก็เพื่อทำลายสถิติเดิมของตนที่เคยทำไว้ ส่วนตัวของผู้เขียนเองวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นจุดประสงค์หลัก... แสดงเพิ่มเติม
    หอบหืดหายได้ไม่ยาก 05.00 นาฬิกาตรงของวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2531 เสียงปืนสัญญาณปล่อยตัวนักวิ่ง Bangkok Marathon ออกจากจุดปล่อยตัว ณ สนามไชย จำนวนนักวิ่งทั้งหญิงและชายประมาณ 1,600 คน ต่างวิ่งออกไปด้วยจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน บ้างก็เพื่อรางวัล บ้างก็เพื่อทำลายสถิติเดิมของตนที่เคยทำไว้ ส่วนตัวของผู้เขียนเองวิ่งเพื่อสุขภาพเป็นจุดประสงค์หลัก และมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความตั้งใจเดียวกัน ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ถ้าคิดออกมาเป็นเมตร จะได้ 42,195 เมตร ถ้าวิ่ง 1 เมตรต่อ 2 ก้าว จะต้องวิ่งถึง 84,390 ก้าว จะมีสักกี่คนที่วิ่ง 1 เมตรต่อ 2 ก้าวได้ตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ผู้เขียนคำนวณว่าตัวเองวิ่งไม่น้อยกว่า 1 แสนก้าวแน่นอน เมื่อถึงเส้นชัยหัวเข่าขยับเป็นหมื่นๆครั้ง จะเจ็บจะปวดเมื่อยล้า ร่างกายจะเหนื่อยอ่อนแค่ไหน เหงื่อที่ไหลออกมาเป็นจำนวนกี่ลิตรกัน เมื่อคิดถึงอย่างนี้แล้วจะเรียกว่าวิ่งเพื่อสุขภาพได้จริงหรือ หรือน่าที่จะเรียกว่า วิ่งเพื่อทำลายสุขภาพกันแน่ ถ้าย้อนหลังไปเมื่อปี 2524 ประมาณเดือนพฤษภาคม ก่อนที่ผู้เขียนจะมาวิ่งมาราธอนได้นั้น ผู้เขียนมีอาการหอบหืดโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อไปโรงพยาบาลหมอบอกว่าเป็นหืด จิตใจตอนนั้นหดหู่ วิตกกังวล กลัวไปสารพัด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หมอเองก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ร่างกายของผู้เขียนซูบผอมลง ไม่กล้าที่จะทำงานอะไรที่เกี่ยวกับการใช้กำลังใดๆ เลย เพราะกลัวจะเหนื่อยและทำให้หอบขึ้นมา จะเดินทางไปไหนก็วิตกกังวล ยิ่งวันไหนลืมนำยาติดตัวไปทำงานด้วย วันนั้นจะเกิดอาการหอบหืดขึ้นมาทันที ผู้เขียนมีอาการอย่างนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2527 ผู้เขียนได้อ่านบทความของคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ในนิตยสารหมอชาวบ้าน ในหัวเรื่อง “วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่” แรงบันดาลใจในการวิ่งจึงเกิดขึ้น ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะทดลองวิ่ง แล้วดูซิว่าอาการหอบหืดจะดีขึ้นหรือไม่ ผู้เขียนเสียเงินซื้อยามารักษาตนเอง ทั้งยาไทย จีน ฝรั่ง ใครว่าอะไรดีก็ทดลองเกือบทุกอย่างแม้กระทั่งตับอูฐ (ตับอูฐแห้งฝนผสมกับเหล้าโรง) ก็ยังอุตส่าห์ฝากเพื่อนบ้านที่ไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบียซื้อมาทดลองกิน ผลก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น วันแรกที่ผู้เขียนเริ่มต้นวิ่ง เป็นเวลาเช้าประมาณตีห้าครึ่ง มีรองเท้าผ้าใบที่ซื้อไว้นานแล้วนำมาใส่วิ่ง ในขณะนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องรองเท้าวิ่งหรือการวิ่งที่ถูกวิธีใดๆ ทั้งสิ้น พอผู้เขียนเดินออกจากบ้านไปที่ถนนก็เห็นมีคนวิ่งอยู่ก่อนแล้ว 2-3 คน ปล่อยให้เขาวิ่งไปก่อน นึกอยู่ในใจเพราะเกิดความรู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก พอเขาวิ่งผ่านไปแล้วตัวเองก็เริ่มวิ่งทันที ไปได้แค่ 2 ช่วงเสาไฟฟ้าเท่านั้น เหนื่อยแทบขาดใจ อาการหอบทำท่าจะเกิดทันที ผู้เขียนรีบเดินกลับบ้านกินยา นึกในใจว่าแค่วิ่งวันแรกก็ไม่ได้เรื่องแล้ว เกิดอาการท้อใจขึ้นมา ไม่อยากวิ่ง ขาก็เริ่มปวด เท้าก็เจ็บ จะไหวหรือ ถ้าผู้เขียนท้อใจตั้งแต่วันแรกและหยุดวิ่งก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ผู้เขียนวิ่งมาราธอนได้ คุณหมออุดมศิลป์เขียนไว้ว่า “ถ้าเดินได้ก็วิ่งได้” ผู้เขียนเคยอิจฉาคนปกติที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย ที่เขานอนหลับอย่างเป็นสุข โดยเฉพาะเวลาตี 3 ตี 4 ผู้เขียนต้องตื่นขึ้นมานั่งหอบหายใจไม่ออก นอนไม่ได้ ต้องเอาหมอนพิงฝา เอาหน้าผากพิงหมอน ขาดความสุขทั้งกายและใจมาเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดผู้เขียนก็กลับมานอนอย่างมีความสุขเหมือนคนอื่นๆ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป ร่างกายที่ซูบผอมก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่าคนปกติ (ก่อนที่จะมาวิ่งน้ำหนัก 49 กิโลกรัม ปัจจุบัน 56 กิโลกรัม ผู้เขียนสูง 160 เซนติเมตร)(หมอชาวบ้าน) ผมเห็นด้วยกับบทความจากหมอชาวบ้าน เพราะตัวผมเองก็เป็นหืดตั้งแต่เด็ก มาหายตอนวัยรุนเพราะการออกกำลังกาย สมัยก่อนเขาเรียก "การเพาะกาย" ขอให้กำลังใจคุณแม่นะครับ
    5 คำตอบ · สื่อและหนังสือพิมพ์ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • นอกจาก สมชีวิธรรม และ คิหิปฏิบัติ หรือ หลักธรรมของ คฤหัสถ์ผู้ครองเรีอน แล้ว ยังมีหลักธรรมหมวดใดบ้าง ที่ชาวพูทธ?

    หลักชาวพุทธ ภูมิธรรมขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาการแห่งชีวิตและสังคม - - ปัจจุบันนี้ ปัญหาสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏชัดในสังคม คือการที่คนมากมายเป็นชาวพุทธกันเพียงในนาม โดยไม่มีทั้งความรู้ และ การปฏิบัติของชาวพุทธ สภาพเช่นนี้เป็นเหมือนเมฆหมอกที่บดบังแสงสว่างและความงามแห่งคุณค่าของพระพุทธศาสนา นอกจากตัวบุคคลนั้น จะไม่เจริญงอกงามในธรรมแล้ว... แสดงเพิ่มเติม
    หลักชาวพุทธ ภูมิธรรมขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาการแห่งชีวิตและสังคม - - ปัจจุบันนี้ ปัญหาสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏชัดในสังคม คือการที่คนมากมายเป็นชาวพุทธกันเพียงในนาม โดยไม่มีทั้งความรู้ และ การปฏิบัติของชาวพุทธ สภาพเช่นนี้เป็นเหมือนเมฆหมอกที่บดบังแสงสว่างและความงามแห่งคุณค่าของพระพุทธศาสนา นอกจากตัวบุคคลนั้น จะไม่เจริญงอกงามในธรรมแล้ว สังคมก็สูญเสียประโยชน์มากมายที่พึงได้จากพระพุทธศาสนา จึงเป็นปัญหาร้ายแรงที่ควรตื่นตัวขึ้นมาเร่งแก้ไข คำว่า “ชาวพุทธ” มิใช่เป็นถ้อยคำที่พึงเรียกขานกันอย่างเลื่อนลอย บุคคลที่จะเรียกได้ว่าเป็น “ชาวพุทธ” จะต้องมีหลักการ มีคุณสมบัติ ประจำตัว และมีมาตรฐานความประพฤติ ที่รองรับ ยืนยัน และแสดงออกถึงความเป็นชาวพุทธนั้น หลักการ และปฏิบัติการ ที่เรียกว่า “หลักชาวพุทธ” ดังต่อไปนี้ เป็นภูมิธรรมขั้นพื้นฐานของชาวพุทธ ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในหลักการ และดำเนินตามปฏิบัติการนี้ นอกจากเป็นชาวพุทธสมแก่นามแล้ว จะมีชีวิตที่พัฒนาก้าวหน้างอกงาม และช่วยให้ สังคมเจริญมั่นคงดํารงอยู่ในสันติสุข เป็นผู้สืบต่อวิถีชาวพุทธไว้ พร้อมทั้งรักษาธรรมและความเกษมศานต์ให้แก่โลก “หลักชาวพุทธ” อันพึงถือเป็นบรรทัดฐาน มีดังต่อไปนี้ หลักการ และปฏิบัติการ ที่เรียกว่า “หลักชาวพุทธ” ดังต่อไปนี้ เป็นภูมิธรรมขั้นพื้นฐานของชาวพุทธ หลักชาวพุทธ ๑. หลักการ ๑. ฝึกแล้วคือเลิศมนุษย์: ข้าฯ มั่นใจว่า มนุษย์จะประเสริฐเลิศสุด แม้กระทั่งเป็นพุทธะได้ เพราะฝึกตนด้วยสิกขา คือการศึกษา ๒. ใฝ่พุทธคุณเป็นสรณะ: ข้าฯ จะฝึกตนให้มีปัญญา มีความบริสุทธิ์ และมีเมตตากรุณา ตามอย่างองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓. ถือธรรมะเป็นใหญ่: ข้าฯ ถือธรรม คือความจริง ความถูกต้องดีงาม เป็นใหญ่ เป็นเกณฑ์ตัดสิน ๔. สร้างสังคมให้เยี่ยงสังฆะ: ข้าฯ จะสร้างสังคมตั้งแต่ในบ้าน ให้มีสามัคคี เป็นที่มาเกื้อกูลร่วมกันสร้างสรรค์ ๕. สำเร็จด้วยกระทำกรรมดี: ข้าฯ จะสร้างความสำเร็จด้วยการกระทำที่ดีงามของตน โดยพากเพียรอย่างไม่ประมาท ๒. ปฏิบัติการ ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
  • มีวิธีอะไรหรือต้องทานอะไรบ้างที่ไม่ให้โรคสมองเสื่อมมาเยือนก่อนวัยอันควรคะ?

    บัวบก บำรุงสมอง ป้องกันความชรา บัวบก หรือผักหนอก เป็นสมุนไพรบำรุงสมองที่คนเฒ่าคนแก่รู้จักกันดี ในช่วงที่แปะก๊วยเริ่มดังไปทั่วโลกในฐานะยาบำรุงสมอง บ้านเราก็มีความพยายามที่จะพัฒนาการปลูกต้นแปะก๊วยเพื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองตามกระแส ปรากฎการณ์นี้ทำให้ฉุกคิดและทบทวนว่า สมุนไพรที่หมอยาทุกภาคใช้บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงควมจำ... แสดงเพิ่มเติม
    บัวบก บำรุงสมอง ป้องกันความชรา บัวบก หรือผักหนอก เป็นสมุนไพรบำรุงสมองที่คนเฒ่าคนแก่รู้จักกันดี ในช่วงที่แปะก๊วยเริ่มดังไปทั่วโลกในฐานะยาบำรุงสมอง บ้านเราก็มีความพยายามที่จะพัฒนาการปลูกต้นแปะก๊วยเพื่อนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองตามกระแส ปรากฎการณ์นี้ทำให้ฉุกคิดและทบทวนว่า สมุนไพรที่หมอยาทุกภาคใช้บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงควมจำ บำรุงสายตา บำรุงผม บำรุงเอ็น เป็นยาอายุวัฒนะ ใช้ได้ทั้งเด็กและคนแก่ ตำราไทยกล่าวว่า บัวบกมีรสเฝื่อนขมเย็น เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ท้องเสียและอาการเริ่มที่จะเป็นบิดแก้ลม แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ ในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียก็กล่าวถึง บัวบก มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกว่าผักหนอก ผักแว่น และกะโต่ การใช้บัวบักบำรุงร่างกายว่า บัวบกทั้งต้นมีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน ย่อยได้ง่าย เป็นยาเย็น ยาระบาย ยาบำรุง ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ บำรุงเสียง ช่วยให้ความจำดีขึ้น เป็นยาเจริญอาหาร แก้ไข้ แก้อักเสบ ผิวหนังเป็นด่างขาว โลหิตจาง มีหนองออกจากปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ น้ำดีในร่างกายมากเกินไป ม้ามโต หืด กระหายน้ำ แก้คนเป็นบ้า โรคเกี่ยวกับเลือดและโรคที่มีสมุฎฐานจากเสมหะ คนบางแคว้นในอินเดียกินใบบัวบกกับนมทุกวันวันละ ๑-๒ ใบเชื่อว่าจะทำให้จิตใจสดชื่น แจ่มใส ความจำดีขึ้น บำรุงร่างกาย บำรุงประสาทและโลหิต ส่วนการแพทย์จีนถือว่าบัวบกคือ สมุนไพรของความเป็นหนุ่มสาว สรรพคุณในการคืนความเป็นหนุ่มสาวนี้ตรงกับการใช้ของหมอยาพื้นบ้านของไทยอย่าง ยายหมื่น ดวงอุปะ แม่หมอยาเมืองเลย ที่ยืนยันว่า การกินผักหนอกจะทำให้หน้าตาแดงสดใสอย่างวัยรุ่น โดยให้เอาผักหนอกทั้งห้า มาตากให้แห้ง ตำให้ละเอียด แล้วเอาน้ำผึ้งเป็นกระสายปั้นเป็นลูกกลอนกิน สัปดาห์เดียวก็เห็นผล บักบกกับการศึกษาวิจัยและการใช้สมัยใหม่ เมื่อไปสืบค้นงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบัวบกก็พบว่ามีฤทธิ์ ดูเพิมที่ลิงค์นะครับ
    8 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาพ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • ไม่อยากอวบเหมือนหนอนรถด่วนมีวิธีกระชับพุงกระชับกระเพาะแบบรวบรัดบ้างมั้ยคะ?

    คำตอบที่ดีที่สุด: รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม =... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว 1.เปรียบเทียบความน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยสูงกับ การเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ผู้ชาย น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (เซนติเมตร) ลบ 100 เช่น ผู้ชายที่สูง 170 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อนำมาลบด้วย 100 จะได้ผลลัพธ์ 70 ตัวเลข 70 คือ น้ำหนักตัวที่เหมาะสม ผู้หญิง น้ำหนักตัวที่เหมาะสม = ความสูง (ซม.) ลบ 110 เช่น ผู้หญิงที่มีส่วนสูง 160 ซม. เมื่อนำมาลบ ด้วย 110 จะได้ผลลัพธ์ 50 ตัวเลข 50 คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสม 2. หาค่าดัชนีมวลกาย (body mass index-BMI) มีวิธีคำนวณได้ดังนี้ ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม (กก.) หาร ความสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง เช่น คนที่น้ำหนัก 75 กก. และสูง 170 ซม. (1.7 เมตร) จะมีดัชนีมวลกาย = (75 หาร 1.7) แล้ว1.7 อีกครั้ง = 25.9 กก.ต่อ ตารางเมตรอยู่ในเกณฑ์อ้วนระดับ 1 สำหรับค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมมีดังนี้ ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอม 18.5 - 22.9 รูปร่างปกติ 23.0 - 24.9 รูปร่างอ้วน 25.0- 29.9 อ้วนระดับ 1 30 ขึ้นไป อ้วนระดับ 2 3. การวัดเส้นรอบเอว และสะโพก การดูด้วยตาเปล่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย เป็นความรู้สึก ณ ตอนที่เห็น เปรียบเทียบกับภาพอดีตที่ผ่านมา (อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือนานเป็นปีก็ได้) แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึก ซึ่งหลายครั้งก็ จะทักผิดทักถูก การวัดเส้นรอบเอวเป็นมาตรฐาน นั่นคือวัดที่ระดับจุดกึ่งกลางระหว่างใต้ชายโครงและเหนือกระดูกสะโพก ผู้ชาย ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว (90ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ผู้หญิง ถ้าเส้นรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว (80 ซม.) ถือว่าอ้วนลงพุง ค่าสัดส่วนเอว และสะโพก = เส้นรอบเอว (เมตร) หาร เส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด กรณีผู้ใหญ่ (ชาย) ถ้าเกิน 1.0 ถือว่าอ้วนลงพุง และผู้หญิง ถ้าเกิน 0.8 ถือว่าอ้วนลงพุง อันตรายจากโรคอ้วน ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    8 คำตอบ · อื่นๆ เกี่ยวกับความสวยความงาม · 4 ปีที่ผ่านมา
  • จำเป็นต้องออกเสียงในการสวดมนต์ไหม?

    คำตอบที่ดีที่สุด: สวด หมายถึง ก.ว่าเป็นทำนองอย่างพระสวดมนต์ เพราะฉนั้น"สวดมนต์"ก็ต้องออกเสียง ถ้าคิดในใจควรเรียกว่า"ตริตรอง หรือพิจารณา มนต์ มากกว่า" ประโยชน์ของการสวดมนต์ (ทางการแพทย์) เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก... แสดงเพิ่มเติม
    คำตอบที่ดีที่สุด: สวด หมายถึง ก.ว่าเป็นทำนองอย่างพระสวดมนต์ เพราะฉนั้น"สวดมนต์"ก็ต้องออกเสียง ถ้าคิดในใจควรเรียกว่า"ตริตรอง หรือพิจารณา มนต์ มากกว่า" ประโยชน์ของการสวดมนต์ (ทางการแพทย์) เชื่อหรือไม่ ว่าหากเราสวดมนต์(ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม) เพื่อให้ใครสักคนหายป่วย แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่พลังแห่งบทสวดนั้นจะเดินทางไปเยียวยาความเจ็บป่วยของเขาได้ ??? เพราะการสวด มนต์บำบัดทำให้เกิดทั้งคลื่นเสียงที่สามารถเดินทางลึกเข้าไปในสมอง และคลื่นไฟฟ้าที่ส่งกระจายไปในชั้นบรรยากาศไกลๆได้ การ สวดมนต์บำบัด คือหลักการหนึ่งของ Vibrational Therapy หรือ Vibrational Medicine คือ การใช้คุณสมบัติของคลื่นบางคลื่นมาบำบัดความเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายวิธี อาทิ เก้าอี้ไฟฟ้า เครื่องนวดต่างๆ ก็เป็นVibrational Therapy เช่นกัน แต่เป็นคลื่นไฟฟ้าเชิงฟิสิกส์ ที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ต่างจาก สวดมนต์บำบัดซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ดัง นั้นมาดูพลังแห่งการสวดมนต์บำบัดกัน ว่าคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร ??? คลื่นแห่งการเยียวยา การ สวดมนต์ใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยา ซึ่งหากคลื่นเสียงที่มากระทบดังแบบไร้ระเบียบ คือประกอบด้วยเสียงที่มีความถี่ต่างๆกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดกลไกดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อหูของเราได้ยินเสียง บทสวด ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังศูนย์การได้ยินที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับ ก่อนส่งไปบริเวณก้านสมอง ซึ่งเมื่อได้รับคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาที ก็จะหลั่งสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์มากมาย เสียง สวดมนต์ด้วยสมาธิเป็นยา :ให้ผลกับร่างกายเอนกอนันต์ รอง ศาสตราจารย์ ดร. สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมดังนี้ “สมองของ เราเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้เซลล์ประสาทของระบบประสาทสมองสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายๆชนิด บริเวณก้านสมองจะหลั่งสารสื่อประสาทชื่อ ซีโรโทนิน (serotonin) เพิ่มขึ้นซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ ช่วยการเรียนรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น เมลาโทนิน ซึ่งเปรียบคล้ายกับยาอายุวัฒนะ เพราะจะช่วยยึดอายุการทำงานของเซลล์ประสาท เซลล์ร่างกาย ให้ชีวิตยืนยาวขึ้น และยังมีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับ เพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้เซลล์สดชื่นขึ้น รวมถึง โดปามีน มีฤทธิ์ลดความก้าวร้าวและอาการพาร์กินสัน นอกจากนี้ปริมาณของซีโรโทนินมีความสัมพันธ์ต่อการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อ ประสาทอื่นๆ เช่น อะเซทิลโคลีน ช่วยในกระบวนการเรียนรู้และความจำ ช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้ความดันลดลง และยังช่วยลดปริมาณ อาร์กินิน วาโซเปรสซิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความก้าวร้าว ความสมดุลของน้ำ และซีโรโทนินยังเข้าไปลดปริมาณของสารเคมีชนิดหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นของการ ทำงานของต่อมหมวกไตให้ลดลง ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานน้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และไม่เครียด ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น” ดัง นั้น จุดสำคัญจึงอยู่ที่ร่างกายจะสามารถสร้างสารสื่อประสาทได้หรือไม่ อาจารย์สมพรเสริมว่า “หลักการ สำคัญอยู่ที่หากมีสิ่งเร้า หลายๆประเภทเข้ามารบกวนกระบวนการทำงานของคลื่นสมองพร้อม ๆ กัน ทำให้สัญญาณคลื่นสมองเปลี่ยนไป การหลั่งสารสื่อประสาทจะสับสน ไม่มีผลในการเยียวยา สิ่งเร้านี้มาจากหลายส่วน ทั้งตัวเอง เช่น บางคนปากสวดมนต์ แต่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น ก็ไม่ได้ประโยชน์ และการเกิดเสียงดังอื่นๆ เข้ามารบกวนขณะสวดมนต์ เพราะประสาทสัมผัสของมนุษย์รับรู้ได้ไวและอ่อนไหวมาก เรามีตัวประสาทรับสัญญาณมากมาย เรารับสิ่งเร้าได้ทั้งจากทางปาก ตา หู จมูก การเคลื่อนไหว และใจ เหล่านี้ทำให้สัญญาณคลื่นสมองสับสนและเปลี่ยนไป ร่างกายก็จะสร้างซีโรโทนินได้ไม่มากพอ” และ ไม่ใช่เฉพาะสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์เท่านั้นที่เราจะได้จากการสวดมนต์ แต่การสวดมนต์ยังทำให้อวัยวะต่างๆได้รับการกระตุ้น คล้ายกับการนวดตัวเองจากการเปล่งเสียงสวดมนต์ สวดมนต์กระตุ้นอวัยวะ อาจารย์ เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต อธิบายหลักการนี้ว่า “เวลาเราสวดมนต์นานๆ คำแต่ละคำจะสร้างความสั่นสะเทือนไม่เท่ากันตามฐานที่เกิดของเสียงหรือตาม วิธีเปล่งเสียง แม้ว่าเสียงจะออกมาจากปากเหมือนกัน แต่ว่าเสียงบางเสียงออกมาจากริมฝีปาก บางเสียงออกมาจากปุ่มเหงือก บางเสียงออกมาจากไรฟัน บางเสียงออกมาจากคอ ดังนั้น ถ้าเราสวดมนต์ถูกต้องตามฐานกรณ์จึงเกิดพลังของการสั่น” ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    7 คำตอบ · ศาสนาและจิตวิญญาณ · 4 ปีที่ผ่านมา
  • ประจำเดือนไม่มา 2 เดือน จะท้องหรือไม่?

    ประการที่หนึ่ง ท่านว่า ใครก็ตาม ถ้าหากสงสัยว่าจะท้อง ควรจะมีอาการดังต่อไปนี้บ้าง ไม่ข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้งหมดก็ไม่ว่า 1. การขาดประจำเดือน ประจำเดือนที่เคยมาอยู่สม่ำเสมอ เกิดหายหน้าหายตาไป อาทิตย์ก็แล้ว สองอาทิตย์ก็แล้ว...เดือนหนึ่งก็แล้ว ประจำเดือนยังเฉย ก็พึงสังวรไว้เลยว่า อาตมาท้องแล้วก็ได้ 2. มีอาการแพ้ท้อง ใครที่ไม่เคยท้อง อาจจะไม่รู้ว่า... แสดงเพิ่มเติม
    ประการที่หนึ่ง ท่านว่า ใครก็ตาม ถ้าหากสงสัยว่าจะท้อง ควรจะมีอาการดังต่อไปนี้บ้าง ไม่ข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้งหมดก็ไม่ว่า 1. การขาดประจำเดือน ประจำเดือนที่เคยมาอยู่สม่ำเสมอ เกิดหายหน้าหายตาไป อาทิตย์ก็แล้ว สองอาทิตย์ก็แล้ว...เดือนหนึ่งก็แล้ว ประจำเดือนยังเฉย ก็พึงสังวรไว้เลยว่า อาตมาท้องแล้วก็ได้ 2. มีอาการแพ้ท้อง ใครที่ไม่เคยท้อง อาจจะไม่รู้ว่า อาการแพ้ท้องนั้นเป็นฉันใด บอกให้ก็ได้ โดยส่วนมากแล้ว อาการดังกล่าวมักจะเป็นวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน โดยมากอาจเป็นตอนเช้าๆ หรือบางคนตลอดทั้งวัน บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก ถึงกับต้องหามไปนอนให้น้ำเกลือในโรงพยาบาล ฉะนั้น ใครผู้ใดที่เป็นผู้หญิงประตำเดือนขาด ตื่นเช้ามา มีอาการอ้วก โอ้กอ้าก แล้วละก้อ ท่านว่าให้สงสัยเอาไว้ก่อน...เอ้า เก๊าะสงสัยว่า จะตั้งท้องละสิครับ อาการแพ้ท้องมิได้จบลงแค่นี้ บางคนมาในรูปแปลก ของที่เคยชอบกลับเกลียด ของที่เกลียดกลับชอบ ของที่เขาไม่กินกลับตาละปัดมาพิศสวาท อย่างเช่น ภรรยาแพ้ท้อง เห็นหน้าสามีทีไร เป็นอ้ากใส่ทุกทีเห็นหน้าเป็นเหม็นว่างั้นเถอะ...นี่ของเคยชอบกลับกลายเป็นไม่ชอบซะแล้ว...ปลาร้าปลาเจ่า ตอนยังไม่ท้อง พอได้กลิ่นพาลจะอ้วก แต่พอตั้งท้องกลังร้องเรียกหา อย่างงี้ก็มี...ของบางอย่างคนเขาไม่กินกัน อย่างเช่น ขี้เถ้า ยังงี้ ผมยังงี้ เกิดแพ้ท้องขึ้นมา เห็นเป็นของอร่อยไปเสียฉิบ ของเหล่านี้ท่านว่า ถ้าพบถ้าเห็นให้คอยจ้องไว้ให้ดี คงไม่หนีที่จะเป็นแม่เด็กแน่แท้ 3. เต้านมเต่งตึงขึ้น ใครที่เคยมีหน้าอกเล็ก ขนาดขนมครก ไข่ดาว ไข่เจียว อะไรก็ตามแต่ จะรู้สึกแปลกใจขึ้นว่า ระยะนี้เป็นยังไงกันนักหนา...หรือว่า พระอินทร์ที่ไหนมาโปรด ที่มาช่วยเสริมสร้างทรวดทรงตรงอกให้บึ้บบั้บขึ้นมา...มิได้ครับคุณ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมดา ธรรมชาติของคนที่ตั้งท้อง หลังจากคลอดแล้ว ลูกหย่านมแล้วมันก็จะกลับเล็กลงอีก แต่ก็ยังดีที่ยังไง ก็ยังโตกว่าดั้งเดิม อีกประการหนึ่ง ที่ควบคู่มาในระยะแรกเริ่มที่ประจำเดือนขาด ก็คือ ปวดเจ็บบริเวณเต้านมทั้งสอง เจ็บตึงๆ คล้ายนมคัดอ่อนๆ เขาว่ากันอย่างนั้นนะครับ ตัวผมเองไม่เคยชักที 4. ปัสสาวะบ่อย ประจำเดือนไม่มา แต่กลับปัสสาวะบ่อยขึ้น ธรรมดาปกติวิสัย 3-4 ครั้ง ตอนกลางวัน 1-2 ตอนกลางคืน มาระยะนี้ มันแปลกที่ปัสสาวะถี่ขึ้นกว่าเก่า ดังนี้ อย่าได้แปลกใจไปเลยครับ...คุณกำลังตั้งท้องน่ะ...ผมว่าให้สงสัยไปก่อน ทำไมหรือครับ คนท้องต้องฉี่บ่อยขึ้น เพราะไตทั้งสองข้างบั้นเอวของคุณมันทำงานมากขึ้นนั่นเอง...ผลิตฉี่มากขึ้นว่างั้นเถอะ และอีกประการหนึ่ง มดลูกของคุณเมื่อขยายตัวโตขึ้น มันจะทับบนกระเพาะปัสสาวะอย่างหนีไม่พ้น กระเพาะปัสสาวะเคยบรรจุฉี่ได้มาก ก็จะบรรจุได้น้อยลง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องถ่ายทิ้งกันบ่อยหน่อยใช่ไหมครับ 5. ท้องโตขึ้น แทบจะไม่ต้องอธิบายกันเลย เรื่องท้องโต หรือท้องป่อง มดลูกโตขึ้นตามวันและเวลา มันก็จะดันท้องให้ป่องออกมา มีบางคนเสียอีก ไม่ได้ตั้งท้องอะไรกับเขาหรอก แต่ประสาทว่างั้นเถอะครับ อยากมีลูกเต็มแก่ เพราะความอยากได้ลูกนี่แหละครับ เกิดอุปทานประจำเดือนขาดไป พร้อมกับท้องโตได้ โตวันโตคืนชะด้วย และบางคนมีความรู้สึกว่า มีเด็กดิ้นกุ๊กกิ๊กอยู่ข้างในด้วย พอแพทย์ตรวจร่างกายดีแล้ว บอกว่า “ท้องลม” เท่านั้นแหละครับ ท้องที่เคยป่องก็ยุบแฟบลงทันตาเห็น จากนั้นไม่นานประจำเดือนก็หลั่งไหลออกมา...เป็นงั้นไป อย่างไรก็ดี ประจำเดือนขาด ท้องป่องออกมา ให้สงสัยว่าตั้งท้องไว้ก่อนแหละครับ เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง 6. มีความรู้สึกว่าเด็กดิ้น ครับ เด็กดิ้นอยู่ในท้อง มิได้หมายความว่า เด็กข้างบ้านหรือเด็กในบ้านนอนดิ้นไปดิ้นมา แล้วหมายถึงว่า คุณท้อง และก็ไม่ควรมีความรู้สึกว่า เด็กดิ้น ก่อนตั้งท้องได้สี่เดือนครึ่งหรือห้าเดือนแรก หรือก่อนสี่เดือนในหลังท้อง ถ้าจะถามว่าเด็กดิ้นจังหวะอะไร ดิสโก้ ร็อค หรือ แทงโก้ ผมก็บอกได้ว่า ไม่ใช่จังหวะอะไรทั้งนั้น แต่เป็นการเคลื่อนไหว แขน ขา ของเด็กเป็นธรรมดา นอนงอมืองอเท้า อยู่ในโพรงแคบๆ ก็ยอมมีการเมื่อยกันบ้าง น่าเห็นใจ อยู่ในโพรงมดลูก เด็กไม่ตื่นก็หลับ มีอยู่สองอย่าง ถ้าหลับเด็กก็เฉย พอตื่นก็ขยับแข้งขยับขาให้คุณรู้สึกตุ๊บๆ จั๊กจี้ดีเหมือนกัน จะดิ้นมากดิ้นน้อย ไม่สำคัญขอให้ดิ้นเป็นใช้ได้ และสม่ำเสมอ มิใช่ว่าอยู่ดีๆ เกิดดิ้นขึ้นมาเหมือนปลาซ่อนถูกทุบหัว อย่างนี้ผิดปกติแน่ๆ ครับ เอาละ เป็นอันว่า ความรู้สึกว่าเด็กดิ้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยแสดงว่า คุณอาจจะตั้งท้อง...อาจจะ...ผมใช้คำนี้ ก็ในเมื่อความรู้สึกของคุณอาจผิดพลาดก็ได้ ก็อย่างนี้ ผมยากตัวอย่างให้ฟังตอนแรกแล้วว่า ใน “ท้องลม” บางคนยังมีความรู้สึกว่า เด็กดิ้น ทั้ง ๆที่ไม่มีเด็กอยู่เลย...ก็อย่างว่าแหละครับ จะเอาอะไรแน่กับมนุษย์อึเหม็นอย่างเรา ดูเพิ่มที่ลิงค์นะครับ
    9 คำตอบ · การตั้งครรภ์ · 4 ปีที่ผ่านมา