คุณKyuhyun ตอบได้ดีค่ะ(สนับสนุน)
โรคเครียดมีหลายระดับค่ะ
-เบาๆ ก็เช่น มีอาการคลื่นใส้อยากอาเจียร, ปวดท้องอย่างแรง, ปวดหัวบ่อยๆ(เพราะกล้ามเนื้อสมองบีบรัด)
-ปานกลาง...อาการเหล่านั้นจะเป็นบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้นเสมอ จนบางทีเจ้าตัวเองยังไม่รู้สึกตัวเลย เช่น เด็กบางคนเครียดกับการสอบมากๆ บางคนมีอาการอาเจียรทุกครั้งที่จะเข้าห้องสอบ, มีไข้ทุกครั้งที่สอบ, ช่วงสอบจะปวดท้องรุนแรง หรือ ปวดหัว(แล้วพาลคิดว่าเป็นไมเกรน..ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ อาการคนละอย่างกัน)
-รุนแรง ถึงขั้นช็อคค่ะ คือกล้ามเนื้อหดเกร็งทุกส่วน ไม่สามารถบังคับตัวเองให้เคลื่อนไหวปกติได้(ไม่ใช่ชักนะ)เกร็งแข็งไปเลยน่ะค่ะ และอาจเจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจไม่ออก ทั้งนี้เพราะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานอย่างหนัก เพราะเวลาตื่นตระหนกหัวใจจะเต้นเร็วอยู่แล้ว นี่ยิ่งเต้นรัวขึ้นไปอีกเพื่อพยายามสูบฉีดไปตามกล้ามเนื้อต่างๆให้มากขึ้น แล้วหายใจถี่เร็วจนลมหายใจเข้าและออกแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน(เลยทำให้รู้สึกว่าหายใจไม่ออก)...หนักๆเข้าก็จะหมดสติไปค่ะ ช่วงหมดสตินั้น อาจทำให้สมองขาดอากาศไประยะหนึ่งแต่ร่างกายก็จะปรับตัวให้กลับมาหายใจปกติได้อีกครั้งจนปกติและฟื้นขึ้นมาเอง...แต่ผลจากการที่เซลล์สมองขาดออกซิเจนไปบ้างเป็นชั่วระยะเวลาสั้นๆนั้น ถ้าเป็นบ่อยๆ ก็จะทำให้เซลล์สมองส่วนนั้นฝ่อหรือตาย สุดท้ายกลายเป็นอัมพาตค่ะ
ทางแก้สำหรับอาการขั้นรุนแรงคือ
-ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้ยาในการรักษา(กันช็อค)
-ถ้าช็อค ให้หาถุงมาครอบปากและจมูกไว้เพื่อให้หายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์กลับเข้าไป(ตัดมุมถุงด้านหนึ่งไว้หน่อยนึง) ครอบครั้งละประมาณ 5 นาทีสลับเอาออก 2 นาทีแล้วครอบเข้าไปใหม่ จนเริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อคลายตัว
-และถ้าเป็นหนักจริงๆแนะนำให้ไปโรงพยาบาล เพื่อฉีดยาคลายเครียดเข้ากล้ามเนื้อ จะทำให้ง่วงแล้วหลับไป เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด(ตื่นมาจะรู้สึกว่าเหนื่อย+เพลียมากๆ)
และสำหรับคนที่เป็นในทุกระดับ ขอแนะนำว่า "ธรรมะ" คือยาขนานวิเศษ ที่จะช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุด เพราะถ้ารู้จักทำใจได้ก็จะเครียดน้อยลงจนถึงไม่เครียดเลย การรักษาโดยใช้ยาเป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุค่ะ ธรรมะจะรักษาที่ต้นเหตุ รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงสภาวะที่ทำให้เครียดด้วย...ก็จะช่วยลดอาการต่างๆลงได้เช่นกัน ^^o
ป.ล.ไม่ถึงกับเสียชีวิต แต่เป็นอัมพาตน่ะแย่กว่าเสียชีวิตซะอีกนะจ๊ะ